แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - นักศึกษา22

หน้า: [1] 2 3 ... 14
1
ุ6 เหตุผลที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ไม่ประสบความสำเร็จในตลาด Forex

"Bruce Babcock" ได้ให้เหตุผลไว้ 6 ข้อ..

1. ขาดความอดทน (Lack of Patience)

เทรดเดอร์ที่ขาดความอดทนแบบนี้...
ต้องถามว่า... เคยขายหมู เพราะกลัวกำไรที่มีจะหายไปไหม?

ระบบยังให้ถือต่อไป แต่เรากลัวกำไรที่มีจะหายไป

สุดท้ายมันวิ่งแบบไม่ลืมหูลืมตา แล้วเราก็ได้แต่มองมันวิ่ง...
ถ้าพลาดแบบนี้ อย่าไปกระโดดขึ้นรถตอนที่มันวิ่งอยู่หละ ! อาจจะเจ็บตัวได้

2. ขาดความมีวินัย (Lack of Discipline)

เคยคันมือกันไหม? อยากที่จะมี position อยู่ในมือตลอด...
คิดว่าเราเก่ง... จะทำกำไรทั้ง ขาขึ้น และ ขาลง ในทุกๆการเคลื่อนไหว

นี่คือ...ขาดความอดทน ในการหาจังหวะที่ดีในการเทรด

3. กลัวความเสี่ยง (High Risk Aversion)

เทรดเดอร์หลายคนเป็นแบบนี้... ขาดทุนนิดเดียว ไม่ยอมคัท

ไม่อยากขาดทุนเลย... ทำให้หลายครั้งเสียโอกาสที่จะ cut loss เพื่อมาทำกำไรในการเทรดครั้งต่อไป ที่สามารถทำกำไรได้ดีกว่า !

4. ขาดความเข้าใจในระบบที่ใช้ (Lack of Understanding)

ไม่เข้าใจถึงเหตุผล ว่าระบบนี้จะทำเงินให้กับเราได้อย่างไร... จึงทำให้ ยังคงเป็นเทรดเดอร์ที่มีอีโก้อยู่ ยังชอบที่จะคาดเดาตลาดอยู่

นี้ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เทรดเดอร์ทั้งหลาย ยังไม่ประสบความสำเร็จ

5. ขาดการบริหารเงินที่ดี (Lack of Capital)

เปิด position ด้วยความเสี่ยงที่สูงเกินไป...
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Size ที่ใหญ่เกินไป หรือ Leverage ที่สูงเกินไป

เทรดเดอร์บางคนเทรดแบบว่า ไม้นี้เสียไม่ได้แล้ว... ถ้าเสียจะสูญเงินทั้งก้อน

ถึงจะรอดครั้งนี้... แต่อีกไม่นานเขาต้องหมดตัวอย่างแน่นอน

6. คาดหวังสิ่งที่มันยากเกินความจริง (Unrealistic Expectations)

เทรดเดอร์ที่เขามาในตลาดล้วนอยากรวยเร็ว อยากได้ return สูงๆ ในระยะเวลาสั้นๆ...

บางก็คิดว่าเราต้องไม่ขาดทุน ไม่ยอม cut loss...

2
บทความสรุปหนังสือของ Larry Williams - How I Made One Million Dollars Trading Commodities Last Year



Money Management

Money Management คือ กระบวนการที่เริ่มขึ้นก่อนการเทรด คุณต้องรู้ว่าเท่าไหร่ที่คุณสามารถเทรดได้ เท่าไหร่ที่คุณสามารถเสี่ยงได้ในแต่ละครั้ง  สำหรับกฏของผู้เขียนมีดังนี้

- อย่าลงทุนมากว่า 30% ของทุนทั้งหมด และแนะนำให้มือใหม่อย่าลงทุนมากว่า 20% ของทุนทั้งหมด

-อย่าเทรดมากกว่า 6 ตลาดในเวลาเดียวกัน

- เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณรู้สึกว่าไม่อยากเสียเงินอีกต่อไป นั้นคือเวลาที่คุณกำลังจะหมดตัว

- คุณไม่ควรเสี่ยงเกิน 5% ในการเทรดแต่ละครั้ง


กลยุทธ์ในการเทรด

ผมแน่ใจว่าผู้คนจำนวนมากที่อ่านหนังสือเล่มนี้ต้องการวิธีการที่จะนำไปใช้เทรดให้เหมือนที่เจ้าของหนังสือทำ แต่มันไม่เหมาะนักหรอก คุณควรจะจะเอาความรู้ที่ได้จากหนังสือเล่มนี้ไปประยุกต์ให้เหมาะสมกับตัวคุณเองเพื่อความสำเร็จในแนวทางที่เหมาะสมกับคุณดีกว่า

นี่คือพื้นฐานที่สรุปได้จากกลยุทธ์ในการเทรดของหนังสือเล่มนี้:

- มองหาความพิเศษของราคาในเดือนที่ใกล้เคียงกันเพื่อเปรียบเทียบกัน ตัวอย่าง เช่น สิงหาคม ปี 2007 น้ำมันดิบอยู่ที่ $73.25 และ กันยายน ปี 2007 น้ำมันดิบอยู่ที่ $72.80 นี่หมายความว่ามีความต้องการขายอยู่อย่างหนาแน่น และถ้าตลาดต้องการสินค้าในตอนนี้ราคาเสนอซื้อจะต้องสูงขึ้น

- ติดตามสภาวะการซื้อขายสิ้นค้านั้นๆอยู่เสมอ เพราะมันจะนำพามาสู่เงินลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์

- สถานะคงค้าง คือ เทคนิคหลักๆ ของผู้เขียน ทฤษฎีของเขาคือ ตลาดจะเป็นตวแทนของสถานะคงค้าง ถ้าสถานะคงค้างเพิ่มสูงขึ้น มันคือสัญญาณของตลาดขาลง และการลดลงของสถานะคงค้าง คือสัญญาณของตลาดขาขึ้น

- เทรดไปในทิศทางเดียวกับเทรน ใช้ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 10 อาทิตย์ ในการกำหนดเทรน ถ้ามันอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คุณต้องเล่นในทิศทางขาขึ้นเท่านั้น ถ้ามันอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่คุณต้องเล่นในทิศทางขาลงเท่านั้น


- สำหรับจังหวะในการเทรด เขาอธิบายว่าเขาใช้  %R indicator ในการเทรด โดยทั่วไปคุณควรจะเข้าเล่นในทิศทางขาขึ้นในขณะที่ตลาดกำลังมีสภาวะขายมากเกินไป และคุณควรจะเข้าเล่นในทิศทางขาลงในขณะที่ตลาดกำลังมีสภาวะขายมากเกินไป

นี่คือหนังสือสุดคลาสิคอีกเล่มหนึ่งในบรรดาหนังสือการเทรดที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์ เทรดเดอร์หลายคนพยามยามค้นหาหนังสือที่ดีและทันสมัย อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์กลับมองตรงกันข้าม พวกเขามองว่าโดยทั่วไปแล้วหนังสือเก่าคือหนังสือที่ดีที่สุด

Larry Williams เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปในวงการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์
หนังสือเล่มนี้ถูกเขียนในยุคเริ่มต้นของปี 1970 ระหว่างที่ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในช่วงขาขึ้น หนังสือเล่มนี้มีคุณค่าอย่างมากในการเทรดตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ แต่มันไม่ใช่หนังสือที่จะแสดงวิธีการเทรดที่เขาใช้ทำเงินเป็นล้านเหรียญดังชื่อเรื่อง

3
วันนี้ขึ้นต้นด้วยคำถามที่นักเทรดหลายๆ ท่านอยากรู้จังว่า รวยด้วย Forex เกี่ยวกับดวงไหม?



รวยได้เพราะดวง
เมื่อมองจาก จำนวนคนประสบความสำเร็จในตลาดหุ้นมี %น้อย แล้วเอาไปเทียบกับคนที่ถูกหวยรางวัลที่ 1 ซึ่งมี %น้อยเช่นกัน ถ้ามองแบบนั้นก็เลยไปอนุมานว่าคนประสบความสำเร็จจากตลาดหุ้นคือคนดวงดี

ถ้ามองไปที่เซียนหุ้นระดับโลก นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จ แล้วไปสรุปว่าพวกเขาเหล่านี้ดวงดีถึงได้รวย(พวกเราไม่รวยเพราะดวงไม่ดี) มันคงเป็นเรื่องที่ไม่เป็นธรรม เพราะถ้าลองศึกษาประวัติพวกเขาเหล่านั้น ล้วนผ่านช่วงยากลำบากมาทั้งนั้น บางคนต้องพยายามติดกับ ความล้มเหลวมาหลายปี ไม่ต่างกับคนทั่วไปในตลาด

แต่คุณสมบัติหนึ่งของคนจะประสบความสำเร็จนั้นคือ ความพยายามแบบไม่ท้อถอย เมื่อเขาไม่ล้มเลิก บวกกับการพัฒนาตนเอง เรียนรู้จากสิ่งผิดพลาด จนมีความพร้อมมีประสบการณ์ และเมื่อสภาวะตลาดหุ้นอำนวย นั้นทำให้เขาสามารถได้รับผลตอบแทนที่ดี ที่สูง สามารรถสร้างฐานะ เงินทอง จนประสบความสำเร็จ แบบที่เราเห็นทุกวันนี้

เซียนหุ้นคนหนึ่งที่ชื่นชอบมาก นั้นคือ Jesse Livermore เจ้าของฉายา "Great Bear of Wall Street" เขาเป็นลูกเกษตรกร ยากจน เรียนไม่จบไฮสกูล แต่เขาสามารถเป็นเศรษฐีเงินล้านได้่ จากการลงทุนในตลาดหุ้นมาเกือบ 30 ปี แถมชีวิตการลงทุนก็ไม่ธรรมดา ผาดโผนยิ่งนัก

จากนักลงทุนวัย 20 ต้นๆ ที่เข้ามา wall street ด้วยเงินไม่กี่ร้อยเหรียญใช้เวลาเกือบ 10 ปีกว่าจะมีเงินล้าน เมื่อมีเงินล้านแล้วยังขาดทุนหมดตัว จากนั้นก็กลับมารวยเงินล้านอีกครั้งตอนตลาดกระทิงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ( World War I bull market) และทำกำไรมหาศาลจากการ short sell ตอน Great Depression ได้กำไรหลัก 100 ล้านเหรียญ

หลังจากนั้นปี 1935 เขาขาดทุนจนเกือบหมดตัวอีกรอบ แต่ด้วยการกระจายความเสี่ยงเอากำไรไปซื้อพันธบัตร ทำให้เขายังมีสินทรัพย์หลักล้านเหรียญ แม้จะเกิดกับเขาแบบนั้น เขายังไม่เคยโทษโชคชะตาสักนิด

ในหนังสือ "Reminiscences of a Stock Operator" ของเขา เขาเขียนชัดเจนว่า สิ่งที่ทำให้เขาผิดพลาดขาดทุนหมดตัว ไม่ใช่เพราะดวงแต่เป็นเพราะ ตัวเขาเองที่โลภและไม่ได้ทำตามแผนที่วางไว้ แน่นอนว่าในช่วงที่เขารวยทีเงินล้านได้ถึง 2 ครั้งก็ไม่ใช่เพราะดวงดี แต่เป็นเพราะเขาทำการบ้านติดตามราคาหุ้น ติดตามวิเคราะห์ตลาด อย่างเป็นระบบ เขาได้ถ่ายทอดวิธีการลงทุนและนวคิดการลงทุนของเขาไว้ในหนังสือ

สรุป
สรุปตรงนี้เลยแล้วกันครับ ถ้าอยากจะรวย อยากประสบความสำเร็จ อย่าไปงมงายเรื่องดวง แต่จงเชื่อในเรื่องของ "กรรม" รวยได้เกิดขึ้นเพราะกรรมดี จากการฝึกฝน การอดทน การพยายาม ทำให้มากกว่าคนอื่น มุมานะเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย ถ้าเราพยายามไม่ยอมแพ้ เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต วางแผนการลงทุนอย่างเป็นระบบ มีกลยุทธ เหมาะสมกับจริตเรา ต่อให้ทั้งชีวิตเราดวงซวย ห่วยขั้นเทพ แพ้มาตลอด ยังไงก็ต้องชนะได้ครับ เพราะตลาดหุ้นมันเคลื่อนไหวแบบมีวัฏจักร รอบกระทิง แม้จะรอนาน แต่มันมีมาเสมอถ้าเราเตรียมตัวเราให้พร้อม ไม่ท้อไม่ถอดใจไปเสียก่อน

นักพนันโป๊กเกอร์มืออาชีพ(Professional Gambling) ที่หากินกับบ่อนในลาสเวกัส เวลาเขาไปหาเงิน เขายังไม่เรียกว่าไปเสี่ยงดวงเลย (เพราะเขาไม่ใช่ดวงแต่ใช้ความสามารถ ใช้แผนกลยุทธ์) แล้วเราเป็นนักลงทุนห่างจากการพนันตั้งไกล จะมาใส่ใจ กังวลใจกับดวงชะตาทำไม จริงไหมครับ


มองการลงทุนแบบหลักความน่าจะเป็น(เป็นเรื่องของสถิติ) แน่นอนว่าเราไม่สามารถซื้อหุ้น 10 ครั้งแล้วจะ ชนะได้กำไรทั้ง 10 ครั้ง แต่เราก็สามารถทำกำไร หรือสร้างผลประโยชน์ จากตัวที่เข้า win ได้เสมอ แล้วด้วย องค์ความรู้จากการวิเคราะห์หุ้นและการเลือกจังหวะ ซื้อขายได้ถูก มันจะทำให้ เรากำไรจากตัวชนะได้เสมอ ได้มากเพียงพอ แม้ว่าเราจะดวงไม่ดี หรือดวงกุดเลือกหุ้นถูกต้องเพียงไม่กี่ครั้ง
 
ตัวอย่างภาพนี้เป็นผลการเทรด ของระบบเทรดในตลาดทองคำ(Gold Future) ของผม เป็นระบบลงทุนที่ความถูกต้องต่ำ ความน่าจะเป็นของการชนะ(%win) ที่ 60% หมายความว่า 10 ครั้งทายถูกแต่ 6 ผิดถึง 4 เรียกว่าความแม่นยำระดับไม่สูง แต่ผลตอบแทนที่ได้ก็ชนะตลาด ทำกำไรได้ให้พอร์ตเติบโตอย่างมีนัยยะ

เพื่อ ให้แน่นอนผมทดสอบต่อ อีก 2 เดือน ด้วยระบบเดิม(ให้เริ่มต้นที่เงินต้น 200 เหรียญเท่ากัน) เพื่อทดสอบสมมติฐานว่า ผลกำไรที่ได้มัน random walk หรือใช้ดวงจริงหรือไม่

รอบ พย. 2012 รอบนี้ %win= 76, MaxDD = 4%


รอบ มค. 2013 รอบนี้ %win= 72, MaxDD = 6.7%

ซึ่ง ผลการทำงานของระบบเทรด ทดสอบการเข้า order ถึง 132 ครั้งระยะเวลา 3 เดือน ก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ผลตอบแทนกำไรที่ได้นั้นไม่ได้เกิดเพราะผมดวงดี แต่เกิดจากการวางแผนกลยุทธการลงทุนเป็นระบบ ถูกจังหวะ ถูกสภาวะแนวโน้ม ที่สำคัญมีการบริหารจัดการความเสี่ยง การควบคุม Drawdown ในระดับต่ำ(Max DD = 10% average DD ที่ 8.9 %) สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องขององค์ความรู้ และประสบการณ์ที่สามารถนำมาใช้ได้จริงในตลาดหุ้นหรือตลาดเก็งกำไรต่างๆ

หลาย คนอ่านมาตรงนี้ถ้ายังสงสัยอีก ว่าผม "เล่นของขลัง"จึงดวงดี อยู่แล้วมั้ง ก็ยืนยันเลยไม่เกี่ยว เพราะที่ทดสอบผมเขียนโปรแกรม สร้าง EA Robot ให้มันเทรด บนระบบ automatic trading system ดังนั้นคนไม่เกี่ยว เราใช้องค์ความรู้ สร้าง algorithm ให้ robot อย่างเดียว ดังนั้น ยืนยัน 100% ดวงไม่เกี่ยว ไม่ใช่การเสี่ยงดวงหรือโชคชะตาอะไรทั้งนั้น


มีโอกาสเจอรุ่นพี่ที่เคยทำงานด้วยกัน เขาซื้อหนังสือที่ผมเขียนไปอ่านจนจบ เลยสนใจอยากมาลงทุนในตลาดหุ้น พูดคุยกันพอประมาณ แต่ผมติดใจคำแรกที่พี่เขาเอื้อนเอ่ยออกมามาก นั้นคือ เขาบอกว่า "เขาอยากไปเสี่ยงดวงในตลาดหุ้น" เผื่อว่าจะรวยเป็นเศรษฐีบ้าง

ได้ฟังคำแรกก็รู้แล้วว่าเริ่มต้นไม่ถูก เพราะถ้ามองการลงทุนเป็นการเสี่ยงดวง หรือจะประสบความสำเร็จได้ต้องอาศัยดวง แบบนั้นโอกาสจะไปถึงเป้าหมายนั้นยาก เพราะ จิตใจเราคิดถึงแต่ออฟชั่นเสริม หรือทางลัดที่มานำพาเราไปยังเป้าหมาย มันไม่ใช่การไปถึงเป้าหมายด้วยตนเอง สุดท้ายนักลงทุนที่คิดแบบนี้หนีไม่พ้นการบูชาวัตถุมงคล ของขลัง ซื้อหุ้นตามคนอื่น แบบหวังเสี่ยงดวง บางวันดวงดีได้กำไรนิดหน่อย อีกวันขาดทุนหนัก และก็โทษว่าดวงไม่ดี สุดท้ายทั้งปี มีแต่เสียเงินขาดทุน

ตั้งต้นไม่ถูกผิดหมด
เพราะอะไรนะหรือครับ เพราะถ้าไปตั้งต้นที่ดวงชะตา(ตัวแทนของสิ่งที่มองไม่เห็น) แล้วนั้น เราก็จะไม่ตระหนักถึงการพัฒนาศักยภาพตัวเราจริงๆ ไม่เรียนรู้ ไม่ฝึกฝน ไม่อดทน ไม่พยายาม พอแพ้พอผิดหวังก็โทษดวง โทษฟ้าตลอดไป

การลงทุนไม่ใช่การเสี่ยงดวง เพราะการเสี่ยงดวงมันคือการเลือก การทำตามอารมณ์ตามความรู้สึก แต่เมื่อคิดจะลงทุนทุกอย่างมันมีเหตุมีผล มีเงื่อนไขการเลือกหุ้น การซื้อ การขายชัดเจน ที่ระบบการลงทุนที่ เราสามารถจับต้องได้ ถ่ายทอดได้ สิ่งนี้เป็น ความจริงสากล ที่ยอมรับกัน ไม่เกี่ยวกับ ดวงชะตาของใครคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่นั้นกองทุนเฮ็ดฟันด์ ถ้าผู้จัดการกองทุน เกิดดวงตก ก็คงต้องขาดทุนป่นปี้แน่นอน หรือกลับกันถ้าหวังพึ่งดวงชะตาของใครคนใด คนหนึ่ง กองทุนเฮ็ดฟันด์ขนาดใหญ่ก็คงทำงานไม่ได้ เพราะต้องไปติดกับใครคนใดคนหนึ่ง
การลงทุนมีความเสี่ยง แต่ไม่ใช่เสี่ยงดวง
แล้วที่เขาพูดกันว่าการลงทุนมีความเสี่ยง ไม่ใช่เสี่ยงดวงหรือ?? ตอบคือไม่ใช่ครับ คนละเรื่อง ความคิดว่าอยากจะรวยก็ต้องลุ้นโชคใหญ่ ต้องเสี่ยงโชค มันไม่เกี่ยวกันเลย ความเสี่ยง(Risk) ในการลงทุน มันคือความเสี่ยงแบบเป็นเชิงปริมาณ จับต้อง บริหารจัดการได้ ต่างจาก เรื่องของดวงชะตา (เพราะมันไม่มีตัวตน) เมื่อความเสี่ยงในตลาดหุ้น มันเป็นเชิงปริมาณ เราสามารถใช้คณิตศาสตร์โมเดลได้ เราก็จัดการกับความเสี่ยง และกระจายความเสี่ยงเพื่อลดผลเสียหายได้เสมอ

4
มือใหม่นักเทรด เข้ามาดูกันต่อเลยนะครับ เรื่องเผยเคล็ดลับการเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ

มีบทสรุปที่เขารวมไว้ พูดถึงสิ่งที่เป็นเหมือนหลุมพรางทางจิตวิทยา 6 อย่างที่ trader จะต้องเอาชนะก้าวข้ามไปให้ได้ ว่าไปทีละอย่างเลยนะครับ



1. อย่าประเมินความยากของการเอาชนะความรู้สึกแย่ๆ ต่ำเกินไป เช่น แผนการเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จเมื่อสัปดาห์ก่อนอาจจะเป็นแผนที่แย่มากใน สัปดาห์นี้ก็ได้ ซึ่งเราต้องเอาชนะความรู้สึกแย่ๆ เช่นนั้นให้ได้และมุ่งมั่นต่อไป เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า "นักรบย่อมมีบาดแผล" ไหมครับ ตราบใดที่ยังเป็น trader อยู่ ขอให้มองการขาดทุนเป็นเรื่องปกติและเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต (a part of the game) ไม่มีใครเอาชนะตลาดได้หรอกครับ แต่เราสามารถเป็นส่วนหนึ่งของตลาดในส่วนที่สำเร็จได้

2. อย่าคึกมากเมื่ออยู่ขาขึ้น คนที่ได้เงินจากการเก็งกำไรมากๆ ติดต่อกัน จะรู้สึก "คึก" เป็นพิเศษ อยากจะเพิ่มขนาดของการเก็งกำไรให้มากขึ้นซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมากนะครับ ช่วงจังหวะที่ควรเพิ่มขนาดการ trade น่าจะอยู่หลังจากที่เราเสียอย่างต่อเนื่องมากกว่า

3. อย่าเหี่ยวลงเมื่ออยู่ขาลง ข้อนี้ตรงข้ามกับข้อ 5 ข้างบน มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการเก็งกำไรเหมือนกับการเล่นกอล์ฟ นักกอล์ฟทุกคนไม่ว่าจะตีเก่งหรือไม่เก่งต้องมีช่วงตีที่ดีและไม่ดี เมื่อตีดีก็ดีใจว่าได้ "วง" ที่วิเศษหาอยู่นานมาไว้กับตัว เมื่อตีแย่ก็จะรู้สึกว่าจะต้องออกจากช่วงนี้ได้อย่างไร trader ก็เหมือนกัน ตอนได้ผลตอบแทนดีๆ ก็ฮึกเหิมว่าเราเก่ง ทำเงินได้มากและอยาก trade มากขึ้น ตอนขาดทุนก็อยากจะเลิก trade ไปเลย สิ่งที่อยากจะแนะนำก็คือให้ยึดมั่นทางสายกลาง ความพอดี ดูเหมือนพูดง่ายแต่ทำยาก แต่เมื่อลองทำดู ถึงแม้ว่า control ไม่ได้ทั้งหมด จะพบว่าเราสามารถจะทำให้ trading นั้นมีความยั่งยืน (sustainable) ได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสองขั้วแบบสุดๆ เสมอไปครับ

4. อย่าพึ่งพาคนอื่นมากจนเกินความจำเป็น ท่องคติไทยที่ว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตนให้ขึ้นใจ จะมีผู้คนมากมายทั้งปรารถนาดี/ไม่ดี มาให้ข้อคิด คำแนะนำ อย่างมากต่อท่าน เช่น broker เพื่อน เซียน เราจะทราบได้อย่างไรว่าเขาเหล่านั้นเป็น Guru จริงๆ จริงอยู่อาจจะมีข้อยกเว้นอยู่บ้าง ข้อแนะนำในการรับความช่วยเหลือจากคนเหล่านั้นขอให้จำกัดเพียงแค่การอำนวย ความสะดวก หรือข้อมูลข่าวสารของสิ่งที่เรา trade อยู่

5. เมื่อผิดอย่าโทษคนอื่น ขอให้โทษตัวเองไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไร ผมว่าวินัยข้อนี้จำเป็นนะครับ เพราะหากเราไม่ฝึกฝนให้รับผิดชอบต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ขบวนการตัดสินใจจะไม่ยึดผลประโยชน์ของเราเป็นที่ตั้งได้

6. เน้นระยะยาว อย่าปรับวิธีการ trade โดยพิจารณาเพียงผลการ trade ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว ทุกอย่างจะมีวันที่ดีและวันที่ไม่ดี ผลการ trade ในระยะสั้นอาจจะดูดี แต่ตามสถิติแล้วมันมีปัจจัยทางด้านโชคมาเกี่ยวข้องมากกว่าระยะยาว ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายครับ อย่างการเข้า/ออกในหุ้น หรืออัตราแลกเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ส่วนใหญ่จะลงเอยด้วยการขาดทุนหรือไม่ก็ได้กำไรไม่พอค่าใช้จ่าย เช่น Brokerage Fee หรือ bid/offer spread ครับ

เคล็ดลับการเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพ

Trader for Managed Account or Proprietary Trading program  สวัสดี ครับคุณประวีร์ที่เคารพ ผมสนใจที่จะเป็น Trader เพราะโดยส่วนตัวคิดว่าเป็นการเสี่ยงที่มีสิทธิ์ที่จะได้รายได้มาก เห็นว่าการเป็นเทรดเดอร์ไม่ต้องลงทุนมาก ถ้าทำดีๆ ก็ได้ผลตอบแทนเร็ว ดูหลักวิธีการและเท่าที่ศึกษากับรับฟังมาดูเหมือนไม่ยากเท่าไร แต่ที่จริงไม่ทราบว่าการเป็นเทรดเดอร์ยากไหมครับและการจะเป็นเทรดเดอร์ควรจะ มีข้อคิดอย่างไรครับ

Kittisak P.ตอบคุณ Kittisak P.
ถ้าถามแบบนี้จะให้คำตอบก็คือไม่ยากครับ แต่จะเป็น trader ที่ประสบความสำเร็จที่ได้มากกว่าเสียนั้นยากนะครับ การลงทุนเป็นความเสี่ยง การเป็น trader นี่ยิ่งเห็นได้ชัดเจนเลยครับเพราะเป็นการเก็งกำไร มีคำกล่าวถึงธรรมชาติของมนุษย์ว่าส่วนใหญ่ไม่ชอบเสี่ยงแต่ว่าในใจก็ยัง แอบอยากได้กำไรเยอะๆ จากการเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ที่ดิน หุ้น ผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ แล้วก็ไปได้ตัวอย่างจากบรรดานักเก็งกำไรที่ได้กำไรเยอะๆ เอามาเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่านักเก็งกำไรที่เขาประสบความสำเร็จได้เงินมากๆ เหล่านั้น ก็เปรียบเสมือนเขาได้รับการ "ว่าจ้าง" มาให้รับความเสี่ยงต่างๆ จากผู้คนรอบข้างที่ไม่อยากเสี่ยงนี่แหละ ยังมี trader อีกมากมายที่ล้มเหลวและถอดใจ แต่เราไม่เคยได้ยินเพียงเพราะว่าผู้คนโดยทั่วไปมักจะชอบเล่าลือถึงเรื่อง ความสำเร็จเท่านั้น ใครที่ไม่ประสบความสำเร็จเขาก็ไม่อยากไปพูดบอกใครหรอกครับ

ขอให้จดจำไว้และฝึกปฏิบัติจะเห็นผลในทางที่ดี อีกนิดหนึ่งแถมท้าย trader ที่ดี นอกจาก 6 ข้อข้างบนแล้ว จะต้องเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้ สมดุล และควบคุมสภาวะจิตใจของตัวเองให้ได้ เป็นเรื่องที่พูดง่ายแต่ทำยากนะครับ ไม่ว่าคุณจะ trade อะไร ทองคำ น้ำมัน FX ดอกเบี้ย เราจะประสบความสำเร็จครับ ขอให้โชคดีนะครับ

5
วันนี้เรามาดูกันนะครับ เหมาะสำหรับมือใหม่มากๆ กับ Forex ทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้   

ตลาด Forex (Foreign Exchange Market) หรือที่รู้จักกันในชื่อ FOREX, โฟเร็ก, Retail Forex, FX, Spot FX หรือ Spot เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก การลงทุนในตลาด Forex คือ การซื้อขายแลกเปลี่ยนค่าเงินเป็นคู่ที่อยู่ในระบบแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ กำไรที่ได้เกิดจากอัตราการแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงไป ตลาด Forex จะทำการซื้อขายโดยระบบ OTC (Over the Counter) ที่ผ่านตัวแทนโบรกเกอร์ทั่วโลก นั่นหมายความว่านักลงทุนสามารถทำการซื้อขายจากที่ไหนก็ได้บนโลกใบนี้เพียงแค่คุณมีคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เนต จุดเด่นที่ทำให้มีผู้สนใจลงทุนในตลาด Forex ไม่ว่าจะทำกันเป็นอาชีพเสริมหรือถ้าไปได้ดีก็ยึดเป็นอาชีพหลักเลยก็เพราะว่าการทำกำไรในตลาด Forex นักลงทุนไม่ต้องใช้เงินลงทุนก้อนโต สภาพของตลาดมีความคล่องตัวสูง มีเงินหมุนเวียนสะพัดปริมาณมากแทบเรียกได้ว่าเป็นตลาดที่มีเงินหมุนเวียนมากที่สุดในโลก มีเงินทุนให้กู้ยืมหรือที่เรียกว่า Leverage สูงกว่าการลงทุนในตลาดอื่นๆ และไม่มีค่าธรรมเนียมในการเข้าเทรดในตลาด Forex อีกด้วย
            ด้วยข้อดีและจุดเด่นของตลาดที่กล่าวมาข้างต้นจึงทำให้ปัจจุบัน Forex กลายเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มรายได้ หากใครเทรดจนเกิดความชำนาญการลงทุนในตลาด Forex อาจกลายมาเป็นอาชีพหลักที่ให้ผลตอบแทนมหาศาลได้ในเวลาไม่นานหากเทียบกับการลงทุนในรูปแบบอื่น แต่การลงทุนในทุกๆ รูปแบบย่อมมีความเสี่ยง ใช่ว่านักลงทุนที่เข้าสู่ตลาด Forex จะประสบความสำเร็จกันทุกคน การเตรียมความพร้อมและฝึกฝนตนเองอย่างต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้คุณประสบความสำเร็จได้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องการปลดภาระทางการเงินที่มีอยู่ Forex อาจเป็นหนึ่งทางเลือกที่จะช่วยคุณได้ หากคุณตั้งใจจริงและพร้อมที่จะเรียนรู้ไปกับเรา สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Forex ได้ที่ www.exness-free.com แล้วเราจะยืนหยัดเคียงข้างคุณไปจนกว่าคุณจะถึงเป้าหมายแห่งความสำเร็จ
                ด้วยสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่แค่คุณก้าวออกจากบ้านคุณก็ต้องมีค่าใช้จ่ายมากมายสารพัดรอคุณอยู่ ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภค ค่าข้าวของเครื่องใช้ ค่ากินค่าอยู่ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกจิปาถะ ลำพังแค่เงินเดือนคงไม่สามารถทำให้มนุษย์เงินเดือน หรือคนรับจ้างทั่วไปมีอิสรภาพทางการเงินได้ ครั้นจะสร้างธุรกิจส่วนตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนก้อนโตเลยทีเดียว การเทรดหรือการทำเงินจากตลาด Forex จึงกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ไม่กี่ปีมานี้มีผู้คนจำนวนมากสนใจและได้รับความนิยม เพราะการลงทุนในตลาด Forex เป็นการลงทุนที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก คุณสามารถเจียดรายได้ประจำเพียงเล็กน้อยมาเป็นเงินทุนเริ่มต้นได้ อีกทั้งระบบการทำงานของตลาด Forex ที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ยกเว้นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ทำให้ผู้ที่ต้องการลงทุนสามารถใช้เวลาว่างในช่วงไหนก็ได้เข้าเทรดโดยไม่มีผลกระทบใดๆ ต่องานหลักหรืองานประจำเลย

6
มาทำความรู้จักกับ Forex ตลาดเงินที่ใช้เงินซื้อเงินเพื่อทำเงิน 



ส่วนขั้นตอนการทำเงินในตลาด Forex คือเราต้องทำการเทรด แต่ก่อนที่จะเทรดได้เราก็ต้องมีโบรคเกอร์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ทำการเทรดให้ตามคำสั่งของเรา สิ่งที่เราควรพิจารณาในการเลือกโบรคเกอร์มีหลายอย่างเช่น ความน่าเชื่อถือของบริษัท ค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการทำธุรกรรมและการซื้อขาย ความสะดวกในการฝากถอนเงิน การให้บริการอื่นๆ ทั้งด้านการให้คำปรึกษาคำแนะนำ และข่าวสารต่างๆ ของตลาด Forex ทุกปัจจัยล้วนแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง ที่เราต้องศึกษาหาข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อทำความเข้าใจก่อนเริ่มการลงทุน และมีอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือการวิเคราะห์ เพื่อการทำกำไรของเราเอง เราต้องสามารถวิเคราะห์แนวโน้มของสกุลเงินที่เราซื้อมาว่ามันจะขึ้นหรือลง เพราะนั่นจะบอกได้ว่าเราจะทำกำไรได้หรือว่าขาดทุน

        ในการวิเคราะห์เทรดสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ ปัจจัยพื้นฐาน ซึ่งปัจจัยพื้นฐานนั้นหมายถึง เศรษฐกิจของประเทศนั้นๆ อย่างอัตราดอกเบี้ย การว่างงาน อัตราเงินเฟ้อ สิ่งเหล่านี้จะบอกได้ว่าเราควรลงทุนกับเงินสกุลนั้นต่อไปหรือไม่ และปัจจัยที่ 2 คือปัจจัยทางเทคนิคซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากรูปแบบของกราฟเป็นหลัก โดยดูจากแนวโน้มของกราฟว่ามันออกมาในรูปแบบใด แนวรับแนวต้านอยู่ตรงไหน ส่วนรายละเอียดลึกๆ ของตลาด Forex และการเทรดเพื่อทำเงินนั้น เราสามารถหาได้ทั่วไปไม่ว่าจะเป็นทางอินเตอร์เน็ต หรือหนังสือที่เราจะได้เรียนรู้จากนักเทรดตัวจริง ทั้งนี้ยังมี work shop หรือแม้กระทั่ง วิดีโอที่อธิบายเกี่ยวกับการเทรดในตลาด Forex อย่างละเอียด ที่เราสามารถเลือกหามาศึกษาได้อีกมากมาย

ถ้าพูดถึงตลาดเงินสากลที่ใหญ่ที่สุดในโลกหลายคนต้องรู้จักตลาด Forex (Foreign Exchage Market) หรือที่เรียนในอีกชื่อหนึ่งแบบย่อๆ ว่า FX เป็นตลาดที่ทำการซื้อขายอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราสกุลต่างๆ ซึ่งเรียกได้ว่ามีการซื้อขายมากที่สุดในโลกด้วย จากการซื้อขายในแต่ละวันที่มากถึงสี่ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการซื้อขายที่มากกว่าตลาดหุ้นทั้งหมดในโลกมารวมกัน ส่วนสกุลเงินที่ทำการซื้อขายภายในตลาด Forex จะมีด้วยกันอยู่ 7 สกุล  คือ เงินยูโร (EUR) ของสหภาพยุโรป , เงินปอนด์ (GBP) ของอังกฤษ , เงินดอลล่าร์ (USD) ของอเมริกา , เงินเยน (JPY) ของญี่ปุ่น , เงินดอลล่าร์ (CAD) ของแคนาดา , เงินดอลล่าร์ (AUD) ของออสเตรเรีย และ เงินฟรังก์ (CHF) ของสวิส

        การซื้อขายสกุลเงินในตลาด Forex จะทำการซื้อขายกันเป็นคู่ (Currency Pair) ซึ่งคู่สกุลเงินหลักๆ หรือที่เรียกกันว่า Major จะมีอยู่ 4 คู่ด้วยกันคือ EUR/USD , GBP/USD , USD/CHF และ USD/JPY ซึ่งมีหลักของการซื้อคือ เมื่อซื้อเงินสกุลหนึ่งเข้ามา ก็ต้องขายสกุลที่มีอยู่ออกไป ส่วนการจับคู่เงินนั้น สกุลเงินที่อยู่ข้างหน้าเรียกว่า Base Currency และสกุลเงินตัวข้างหลังเรียก Counter Cerrency เช่น การจับคู่ของ USD/CHF ก็คือ USD จะเป็น Base Currency และ CHF จะเป็น Counter Cerrency ซึ่งสกุลที่เป็น Base Currency จะมีค่าเท่ากับ 1 เสมอ ถ้าคู่สกุลเงิน USD/CHF เป็น 1.5000 ก็หมายความว่า 1 ดอลล่าร์สหรัฐ เท่ากับ 1.5 ฟรังก์สวิสนั่นเอง

7
สวัสดีครับ เที่ยงนี้ admin เอาประสบการณ์ของนักเทรดมาแนะนำให้ลองนำไปใช้ดูนะครับ แนวทางนี้ รับรองว่าถ้าทำตามแบบนี้กำไรวันละ 20% ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินความฝันอย่างแน่นอนครับ กับแชร์ประสบการณ์เทรด forex ให้ได้กำไรวันละ 20% โดยเฮียหลง

1.เริ่มเทรดด้วยจำนวน Lot ที่ไม่สูงมาก
เริ่มจากการเทรดด้วยจำนวน Lot ที่ไม่สูงมาก โดยให้เริ่มจาก 0.05 Lot อย่าเริ่มน้อยกว่านี้นะครับ เพราะมันไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ ไหนๆก็จะเทรดทั้งทีแล้ว เริ่มด้วยเงิน Lot มากเสียหน่อย น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด อย่ากังวลว่ามันจะหมดนะครับ เพราะเราเทรด forex อย่างมีแผนการอย่างไรก็ไม่หมดอยู่แล้ว
 
2.ใช้แผนการเทรดแบบตามเทรนด์
แผนการเทรดที่ได้ผลที่ดีที่สุดในความคิดของ ผมคือ การเทรดโดยใช้แบบตามเทรนด์เป็นสำคัญ การเทรดแบบตามเทรนด์นั้นช่วยให้คุณสามารถทำกำไรได้อย่างง่ายดาย และปลอดภัย โดยเครื่องมือที่ควรเลือกนำมาใช้คือเส้น Trend Line ซึ่งถ้าใช้ตามผมคือเส้น Moving Average ที่ 50 วันแบบ Simple กับ เส้น 50 วันแบบ Exponential รวมกันนะครับ ถ้าราคายืนอยู่เหนือเส้นเหล่านี้ก็ถือว่าสามารถใช้งานได้
 
3.ให้ใช้ Lot เท่าๆกันในการเทรด
ข้อสุดท้ายคือ ผมขอให้คุณใช้ Lot เท่าๆกันในการเทรด อย่าใช้ Lot เยอะ ให้เริ่มจาก Lot ง่ายๆ และต้องเป็นแบบเงินทุนเท่าๆกันด้วยนะครับ เพื่อให้หากเกิดการผิดตาขึ้นมาคุณยังสามารถเทรดทำกำไรได้อย่างต่อเนื่องต่อไป

 
4.เริ่มด้วยทุน 10,000 บาท
ส่วนตัวผมชอบเลข 10,000 บาท เพราะว่ามันเป็นเลขที่สูงเพียงพอที่เราจะสามารถทำกำไรให้ได้วันละ 2,000 บาท มันเป็นตัวเลขที่ไม่ยาก และคุณทำมันได้อย่างแน่นอน ผมขอให้คุณหาเงิน 10,000 บาทมาจากการแบ่งเงินลงทุนนะครับ ผมไม่อยากให้คุณใช้เงินน้อยกว่านี้ เพราะมันหมายถึงว่าการทำกำไรที่ลดลงด้วย
 
5.ใช้คู่เงิน EUR/USD
ผมชอบค่าเงินนี้มากที่สุด ไม่ใช่อะไรนะครับ เพราะว่ามันเทรดด้วยค่าเสปรดที่ต่ำสุดของตลาดเสมอๆ และทำให้ผมรู้สึกว่ามันง่ายที่เราจะทำกำไร และไม่ทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด หรือรู้สึกว่า เวลาเราเปิดออเดอร์แล้วขาดทุนเยอะมากตั้งแต่เปิดออเดอร์แรกเป็นต้น ดังนั้นหากคุณชอบและอยากใช้คู่เงินนี้ตามผม ก็ลองดูได้เลยนะครับ

เดี๋ยวนี้หลายๆคนเปลี่ยนจากการเทรดในตลาดหุ้น หันมาเทรด forex กันเสียส่วนมาก เนื่องมาจากโอกาสในการทำกำไรที่ถือว่ามีมากกว่ามาก และยังสามารถทำเงินได้ดีกว่าด้วย ดังนั้นด้วยสองเหตุผลดังที่กล่าวมานี้ทำให้หลายคนรวมทั้งผู้เขียนด้วย ที่ตัดสินใจกระโดดเขามาสู่ตลาดแห่งนี้ นับจากวันนั้นถึงวันนี้ การเทรด กำไร 20% กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผม และวันนี้เลยขอถือโอกาสแบ่งปันแนวทางครับ ผู้เขียนจะขอเขียนเป็นข้อๆ เพื่อให้ง่ายต่อการนำไปปรับใช้กันนะครับ

8
Forex today วันนี้ขอเสนอเรื่อง การเล่นเทรดตามข่าวและเทคนิค  ซึ่งเหมาะกับมือใหม่ค่อนข้างมากนะครับ

สำหรับเทคนิคของการเทรดตามข่าวนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 4 ช่วงคร่าวๆได้ด้วยกัน ซึ่งแต่ละช่วงอาจจำง่ายๆเป็นแต่ละสัปดาห์ใน 1 เดือนก็ได้

ช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าทำกำไร
ส่วนช่วงเวลาที่กราฟมักจะขยับขยายเตรียมวิ่งมักจะช่วงตลาดยุโรปเปิดคือช่วงเที่ยง ควรมามอง หาจุดเข้า บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง และบางครั้ง บ่ายสาม มักจะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะบ่ายสอง บ่ายสาม กราฟวิ่งเสมอ
ส่วนตลาดอเมริกา หกโมงเย็นก็ควรเข้ามาเตรียมตัวเทรด ช่วงทุ่มถึงสามทุ่มครึ่งมักจะวิ่งแต่ที่ชัดเจนสามทุ่มมักจะวิ่งเสมอ

 เวลาการเทรดจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้
1. ช่วงสัปดาห์ที่สาม ควรหันมาสนใจกันอย่างมากเพราะเป็นสัปดาห์แห่งเทคนิค กลางเดือนบางครั้งจะวิ่งตามเทคนิคตั้งแต่วันจันทร์ และวันจันทร์มักจะเริ่มเจอเทรนที่ชัดเจน เล่นตามเทรนก็คงเทรดได้กันโดยทั่ว ขาขึ้นจะขึ้นจนกว่าจะลง ขาลงจะลงจนกว่าจะขึ้น
2.ช่วงสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือน ก็แบบนี้เช่นกันไม่ว่าข่าวกลางสัปดาห์จะมาแบบไหน ถ้าไม่ใช้ข่าวแรงๆแบบต้นเดือน ไม่มีทาง หลุดกรอบทางเทคนิคได้ เล่นตามเทคนิคก็จะได้ตามเทคนิค ที่เราเล่นครบสี่สัปดาห์จะมีประมาณสามสัปดาห์ที่จะเล่นเทคนิคได้ แต่เทคนิคที่อย่างแน่นอนคือ กลางเดือนสองสัปดาห์ก่อนจะสิ้นเดือนเทคนิคคืออุปกรณ์ที่ช่วยตัวเองได้ดีที่สุด
3. ช่วงเข้าสู่เกือบต้นเดือนและต้นเดือนพอดี มักจะมีข่าวที่ร้อนแรงๆอยู่เสมอๆโดยข่าวจะประกาศ ให้คนทั่วโลกรู้ รวมไปถึงกลัวได้เช่นกันเลยทำให้นักลงทุนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายไม่กล้าเล่นกันนัก เลยทำให้กราฟ ไม่วิ่งสักเท่าไหร่ช่วงนี้คือ ควรงดเทคนิคและระบบที่คิดว่าแน่ๆก็ควรระมัดระวัง ควรหันมาสนใจในการเล่นสั้นๆเก็บเล็กน้อยแล้วปิดเพราะไม่ว่าจะเทคนิคอะไรก็ตามการเล่นเองนับเป็นทางเลือกที่ดีกว่า เพราะช่วงนี้เป็นช่วงแห่งการรอราคาระหว่างนักซื้อและนักขาย เพื่อรอประกาศข่าว
4. สัปดาห์ที่สอง จะเริ่ม ง่ายขึ้น แต่จะยังไม่สดใสและแน่ชัดมากนัก ในวันจันทร์ คือกราฟซึมเศร้า ไม่หวือหวา สะท้อนถึงความซบเซาของนักลงทุนที่ขาดทุนจากข่าวและโดนเทคนิคเล่นงาน สัปดาห์นี้จะเริ่มเทรด แบบเทคนิคได้แล้ว จะไม่มีปัญหา แต่สัปดาห์นี้ก็ควรดูสภาพตลาดด้วยอย่างระมัดระวัง


9
มือใหม่นักเทรด เข้ามาดูกันต่อเลยนะครับ เรื่องการเจาะลึกเทรด Forex อย่างไรให้ได้มากกว่าเสีย


1. ปิดทำกำไรเมื่อได้โอกาส หรือด้วยความพอใจของเรา(take Profit when the trade is good)
ก่อนทำการเทรด ตั้งเป้าหมายไว้ ว่าต้องการกำไรเท่าไร เมื่อได้โอกาส ก็ควรปิดทำกำไร เป้าหมาย ( Target) อาจจะกำหนดตายตัว หรือ ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเรา เช่น ทำกำไร 20 จุด หรือ 30 จุด หรือกำหนด ตามแนวรับแนวต้าน ( Support and Resistance) หรือกำหนด โดย Fibonaccy  ก็ได้
2. ตัดอารมณ์ออกไป(Be Emotionless)
สอง อารมณ์ ที่มีผลมากให้การเทรด คือ ความโลภ ( Greedy) และความกลัว(fear)  อย่าทำให่้สองสิ่งนี้ครอบงำจิตใจของคุณ เพราะมันจะทำให้คุณไม่สามารถเทรดได้ หมั่นฝึกฝนเทรดให้เป็นระบบ เทรดตามแผน หรือระบบเทรดที่คุณได้เตรียมไว้ จัดการ กับ การกำหนดจุดเข้า ( Entry Position) จุดออก ( Exit Position)  ระบบการเงินของคุณ(Money Management) เพียงแค่นี้ คุณก็จะประสบความสำเร็จกับฟอเร็กได้
3. อย่าเทรดตามคนอื่น  ( Do not trade base on tips from other people)
ควรเทรดตามระบบ ตามสัญญาณ หรือตามแผนที่วางไว้ อย่าเทรดตามคนอื่นโดยเด็ดขาด วิเคราะห์ให้ดีทุกครั้งก่อนการเทรด
4. จดบันทึกการเทรด (Keep A trade journal)
เมื่อคุณเปิดคำสั่ง ซื้อ (Buy/Long) ให้จด เหตุผลว่าเข้าเพราะอะไร และจดความรู็้สึกตอนนั้นไว้ เมื่อเปิดคำสั่ง ขาย ( sell/Short) ก็ทำเช่นเดียวกัน แล้วนำมาวิเคราะห์ บันทึก ข้อผิดพลาด ในการเทรด ขำข้อผิดพลาดของคุณที่เกิดขึ้น นำมาเป็นบทเรียน แล้วอย่าทำตามนั้นอีก
5.เมื่อไม่แน่ใจไม่ต้องเทรด( When in doubt, stay out)
เมื่อคุณไม่มั่นใจหรือกำลังสับสน กับสภาวะของตลาดไม่แน่ใจว่าราคาจะวิ่งไปทางไหน ให้อยู่เฉยๆ ไม่ต้องเทรด ออกไปเดินเล่นหาอย่างอื่นทำ แล้วก็รอตลาดในช่วงต่อไป คุณค่อยมาหาจังหวะการเทรดใหม่
6. อย่าเทรดมากเกินไป ( DO Not Over Trade)
ไม่ควรเปิดเทรดมากเกินไป  ในการเทรดแต่ละครั้งควรมีออเดอร์ที่เปิดทิ้งไว้ ไม่เกิน 3 ออเดอร์ ถ้ามีมากเกินไป คุณอาจจะควบคุมไม่ได้ หรือาจจะใช้อารมณ์ในการตัดสินใจเมื่อตลาดเกิดการเปลี่ยนแปลง  ดังนั้นอย่าเปิดเทรดจนมากเกินไป
7. การวางแผนการเทรดและเทรดตามแผนของคุณ(Plan your trade And Trade your plan)
ในการเทรด ไม่ควรตัดสินตามอารมณ์ ความรู้สึกของคุณ ว่าราคาน่าจะขึ้น ราคาน่าจะลง แล้วเปิดคำสั่งเทรด คุณจำเป็นจะต้องมีการวางแผนในการเทรดเพื่อนำไปสู่ึความประสบความสำเร็จ
แผนการเทรดที่ดี ควรประกอบด้วย
-  การกำหนด จุดเข้า หรือ สัญญาณในการเข้าเทรด
-  การกำหนดจุด ขาดทุน ( Stop Loss)
-  การกำหนดเป้าหมายกำไร ( Target)
-  การวางแผนทางการเงิน ( Money Management)
-  การบริหารความเสี่ยง ( Risk Management) การจัดสรรค์การเรดให้เหมาะสม
แผนการเทรดที่ดีจะช่วยให้คุณตัดอารมณ์ ออกจากการเทรด ช่วยให้คุณไม่ต้องมานั่งเครียด เวลาที่ติดลบ หรือ ไกล้จะ Call Margin ( เงินใกล้จะหมด)  ไม่ต้องถูกบังคับปิด เช่น มาจิ้นของคุณหมด ตัวอย่างแผนการเทรดหรือระบบเทรด คุณสามารถ หาได้จากเ็ว็บนี้ หรือ จาก google ลองหาแผนการเทรดที่เหมาะกับตัวของคุณ ลองทดสอบระบบ และเทรดตามระบบด้วยเงินปลอม อาจจะปรับปรุงให้เหมาะสมกับตัวของคุณ แล้วนำมาประยุกต์ใช้กับการเทรดของคุณ ซึ่งไม่มีระบบไหนที่ได้ผลการเทรดของคุณออกมา 100% ระบบเทรดที่ดี ควรมีประสิทธิ์ภาพมากกว่า 60 % ไม่ว่าคุณจะได้ระบบเทพ หรือ สุดยอดเทพ ยังไง คุณก็ต้องติดลบก่อน ไม่มีใครไม่เคย ติดลบ
8. แนวโน้มของกราฟ คือเพื่อนของคุณ ( The Trend is Your Friend ) 
อย่าคิดสวนเทรน  ให้หาสัญญาณ  Buy/ Long เมื่อ ตลาดอยู่ในสภาวะขาขึ้น ( Bullish Market ตลาดแดนบวก) และหาจังหวะ Sell/Short เมื่อตลาดอยู่ในสภาวะขาลง ( ฺำBearish Market ตลาดแดนลบ)
9. การรักษาเงินลงทุน ( Focus on capital preservation)
สิงสำคัญอีกอย่างสำหรับการเทรด ต้องรักษาเงินในบัญชีของคุณให้ดีที่สุด การเปิดคำสั่งเทรดแค่ละคำสั่ง ไม่ควรจะเกิน 10 % ของเงินในบัญชีเทรดของคุณ เช่น เงินทุน 1000 $ คุณควจจะเทรดไม่เกิน 100$ ถ้าไม่มีการรักษาเงินทุนไว้ เงินทุนจะลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเทรดมาก ได้มาก ก็เสียมาก เช่นกัน เมื่อเงินหมด คุณอาจจะท้อ หรือเลิกไปเลย เพราะฉะนั้น ควรจะเล่นน้อยๆ เรื่อย ๆ แล้ว จะประสบผลสำเร็จในตลาดฟอเร็ก ฟอเ็ร็กไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย
10.ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรจะตัดขาดทุน (Know when to cut loss)
ถ้าราคาวิ่งตรงข้ามกับที่คุณได้เทรดไว้ หรือคาดการณ์ไว้ สิิ่งแรกที่คุณต้องทำคือ ตัดเนื้อร้ายออกไป อย่าให้มันรุกราม แล้วหาโอกาสหรือจังหวะดีๆ เพื่อเข้าใหม่ การถือติดลบไว้ เป็นการเสียโอกาสในการหาจังหวะเข้าใหม่ในสัญญาณดีๆ และต้องมานั่งเครียด เพราะกลัวว่า มาจิ้น จะหมด คังคำที่พูดกันว่าเสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย และ   ลบน้อยตัดยาก ลบมากตัดง่าย ถ้าเลวร้ายจริงๆ คุณอาจจะโดนคำสั่งปิด Margin Call ดังนั้นเมื่อทำการเทรดทุกครั้ง ควรหาจุด Stop Loss จุดที่คุณควรปิดทิ้ง เมื่อราคาวิ่งตรงข้าม จากทีคาดการณ์ไว้ โดนอาจจะกำหนดไว้เลย เช่น Exit stop Loss -20 จุด  -30 จุด หรือตั้งไว้ตามแนวรับแนวต้าน Support- Resistance

10
สวัสดีตอนเที่ยงๆ นะครับ วันนี้เราจะมาศึกษาเรื่อง  คำศัพท์ FOREX และคำถาม-คำตอบที่พบบ่อยกันนะครับ

คำถาม: เวลาเปิดให้เทรดได้เวลาไหน และปิดเวลาใด?

คำตอบ: ตลาดเปิดให้เทรดเวลา 4.00 เช้าวันจันทร์ ไปจนถึงปิดเวลา 4.00 น. เช้าวันเสาร์ สามารถเทรดได้ตลอด 24 ชั่วโมง



คำถาม: เปิดซื้อขายทิ้งไว้ แล้วออกโปรแกรมไป หรือไฟดับ จะเป็นอะไรไหม?

คำตอบ: ไม่เป็นไรครับ ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ที่ทางโบรกเกอร์ เมื่อเรากลับเข้ามาอีกที อาจจะ + เป็น 100 หรือ – เป็น 100 ก็ได้ตามราคาตลาดในตอนนั้น หรือแม้แต่เปิดทิ้งไว้จนถึงปิดตลาดเช้าวันเสาร์ พอวันจันทร์ตลาดเปิด ก็ยัง + – ไปตามราคาตลาดต่อไป จนกว่าเราจะสั่งปิดเอง หรือ ราคาชน Target หรือ ราคาชน Stop-Loss หรือ ถูก Margin Call เพราะ margin หมด

คำถาม: Spread (2/3 pips) คืออะไร?

คำตอบ: ที่เห็น 2 pips หรือ 3 pips for EUR/USD เป็นผลต่างระหว่าง ราคาซื้อ (Bid) กับราคาขาย (Offer) ครับ ตอนที่เราซื้อเราจะซื้อที่ราคาขาย (Offer บางโบรกเกอร์ เรียกว่า Ask) พอจะขายก็ต้องขายที่ราคาซื้อ (Bid) นะครับ ยกตัวอย่าง ร้านทองก็มี ราคาซื้อ-ราคาขาย ติดไว้ที่หน้าร้าน เวลาคุณจะไปซื้อทอง ก็ต้องซื้อที่ราคาขาย (Offer) พอจะขายคืนก็ต้องขายให้ที่ราคาที่เค้ารับซื้อ (ฺBid) ถ้าซื้อแล้วขายเลยก็ขาดทุนแน่ๆ ครับ เพราะราคารับซื้อเค้าจะต่ำกว่าราคาขาย ใน Forex ก็คล้ายๆกัน จะเห็นว่าพอเราเปิดซื้อขายมาออเดอร์นึง จะลบทันที 2 จุด (pips) สำหรับ EUR/USD ใน Marketiva เหมือนเป็นค่าต๋งนะแหละครับ ยังไงเปิดมาก็ต้องลบ EUR/USD ปกติจะมี Spread ต่ำสุด แล้วแต่ว่าแต่ละโบรกเกอร์จะกำหนดเท่าไหร่ครับ บางโบรกเกอร์ก็ 3 pips สำหรับตัวอื่นค่า Spread ส่วนมากก็จะมากกว่านี้ครับ เช่น GBP/USD 4 pips หรือตัวที่วิ่งเยอะๆ เช่น GBP/JPY ถึง 8 pips เปิดมา -8 ทันทีเลยครับ ^_^

คำถาม: Leverage (ที่เห็น 1:100, 1:200) คืออะไร?

คำตอบ: Lever แปลว่า คาน Leverage แปลตรงตัว = กำลังคาน ครับ
สำหรับ ใน Forex ค่า Leverage เป็นตัวช่วยเวลาเราลงทุนครับ เป็นการให้ Margin เราเพิ่มตอนเทรด ยกตัวอย่าง ถ้าเราจะเทรด 100 หน่วยของ USD/JPY เราต้องใช้เงินถึง $100 ดอลลาร์ (Leverage 1:1) ถ้าโบรกเกอร์ให้ Leverage เรา 1:100 ก็คือ เราใช้เงินลงทุนเพียง $100/100=$1 หรือใช้เงินเพียง 1 ดอลลาร์เท่านั้น
แล้วมีผลยังไง? 1:100 เราลงทุน 1$ เหมือนลงทุนไป 100$ ทำให้เราได้กำไร (หรือขาดทุน) เพิ่มขึ้นด้วยเงินเพียงนิดเดียว ถ้า Leverage มากขึ้น ก็ยิ่ง กำไรขาดทุนมากขึ้นไปอีกครับ ที่เงินลงทุนเท่ากัน ยิ่ง Leverage เยอะเวลา – ยิ่งขาดทุนเยอะนะครับ ต้องระวังไว้ด้วย
ในโบรกเกอร์ จะมีการกำหนด Leverage ที่ต่างกันแล้วแต่ทางโบรกเกอร์เค้าครับ 1:100, 1:200 หรือ บางโบรกเกอร์ 1:500 ก็มี สำหรับ Marketiva จะมีค่า 1:100 ครับ ถ้าเราซื้อ EUR/USD $1 ถ้าราคาขึ้นไป 10 จุดแล้วขาย เราก็จะได้กำไร $0.1 ถ้าไม่มีค่า Leverage หรือเป็น 1:1 เราจะได้กำไรเพียง $0.001 เท่านั้น

คำถาม: Stop-Loss (SL) คืออะไร?

คำตอบ: Stop Loss ปกติจะเห็นในห้องแชทพิมพ์ว่า SL (sl) คือจุดที่เรายอมขาดทุน ตรงข้ามกับ TP
– Buy (Long) Order ค่า Stop Loss จะตั้งไว้ต่ำกว่าราคาที่เราซื้อ ถ้าราคาลดลงไปถึงจุดที่กำหนด จะถูกปิดออเดอร์ทันที เพื่อตัดขาดทุน เช่น เราซื้อ EUR/USD ที่ราคา 1.3630 เรายอมขาดทุนได้ 30 จุด ก็ตั้ง SL ไว้ที่ 1.3600 ถ้าราคาไม่ขึ้นตามที่เราตั้งใจแต่กลับลดลงมาถึง 1.3600 เราก็จะขาดทุนเพียง 30 จุด ถ้าเราไม่ตัดขาดทุน ราคาอาจจะลดลงไปมากกว่านี้เยอะ
– Sell (Short) Order จะตั้ง Stop Loss ไว้สูงกว่าราคาที่เราเปิด Sell ถ้าราคาขึ้นไปถึงจุดนั้น จะถูกปิดโดยอัตโนมัติ

คำถาม: Target (Take Profit/TP) คืออะไร?

คำตอบ: Target หรือ TP (Take Profit) คือเป้าหมายกำไรที่เราต้องการ ตรงข้ามกับ SL
– Buy (Long) Order เราจะได้กำไรเมื่อราคาปรับขึ้น เราอาจใช้แนวต้าน เป็นเป้าหมายทำกำไร เมื่อราคาขึ้นไปถึงจุดนั้น จะถูกขายออกโดยอัตโนมัติ
– Sell (Short) Order เราจะได้กำไรเมื่อราคาปรับลดลง เราอาจใช้แนวรับเป็นเป้าหมาย เมื่อราคาลงไปถึงจุดนั้น จะถูกปิดออเดอร์ โดยอัตโนมัติ

คำถาม: การตั้งซื้อขายแบบ Limit / Stop คืออะไร?

คำตอบ: เป็นการตั้งซื้อขายไว้ล่วงหน้า หรือ Pending Order จะยังไม่มี Position เกิดขึ้น
Limit Order ใช้ตั้ง ซื้อที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน หรือ ตั้งขายที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน ตัวอย่างถ้าตอนนี้ EUR/USD ราคาอยู่ที่ 1.2953/55 ถ้าเราคิดว่ามันเป็นเทรนขาขึ้น และราคาแพงเกินไป เราอยากซื้อราคาต่ำกว่านี้แต่ไม่ว่างนั่งดู เราอาจตั้ง Buy Limit Order ไว้ที่ราคา 1.2945 ถ้าราคาลดลงมาถึงจุดก็จะถูกซื้อโดยอัตโนมัติ และเมื่อราคาขึ้นไปตามคาด เราก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้นถึง 10 จุด สำหรับ Sell Limit ก็กลับกัน
Stop Order คือ ตั้งซื้อที่ราคาสูงกว่าราคาปัจจุบัน หรือ ตั้งขายที่ราคาต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ใช้เมื่อเราไม่ว่างนั่งเฝ้าอยู่ที่หน้าจอเทรด และใช้สำหรับจับเทรน ตัวอย่าง EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2953/55 เราคิดว่าถ้าราคาผ่านแนวต้านที่ 1.2963/65 ขึ้นไป (Breakout) แล้วน่าจะขึ้นไปต่อ เราอาจตั้ง Buy Stop Order ไว้ที่ 1.2970 เมื่อราคาทะลุขึ้นไปก็จะซื้อให้อัตโนมัติ สำหรับ Sell Stop ก็กลับกันครับ ถ้าคิดว่าจะหลุดแนวรับเราก็ตั้ง Sell Stop Order ไว้ใต้แนวรับ


คำถาม: เล่น Forex แล้วได้เงินจริงหรือเปล่า ?

ตอบ: ได้จริงและเสียจริงครับ อยู่ที่ว่าคุณทำได้หรือเปล่า มันเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ คุณต้องขยันศึกษาหาความรู้ หาเทคนิคในการทำกำไร มีหลายคนทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำเป็นอาชีพหลักได้เลย อยู่ที่การฝึกฝนครับ เหมือนเป็นอาชีพหนึ่งถ้าคุณตั้งใจ การเล่น Forex จะคล้ายๆ การเล่นหุ้น แต่เป็นการซื้อขายค่าเงินระหว่างคู่เงินแทน เป็นการเก็งกำไรจากค่าเงิน ตลาดเงินจะคล่องตัวกว่าตลาดหุ้นมาก ใน Eglobal-Forex จะมีเงินปลอมให้ทดลองเทรด ควรศึก ษาให้เข้าใจก่อน แล้วจึงเล่นด้วยเงินจริงครับ ขยันศึกษา+ฝึกฝน+มีระเบียบวินัย+การบริหารความเสี่ยง จะทำให้ประสบความสำเร็จใน Forex ได้ครับ

คำถาม: Pips หรือ Points คืออะไร?

คำตอบ: Pip (Price Interest Point) หรือ Point (จุด) คือ ค่าต่ำสุดของราคา ที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งก็คือจุดทศนิยมหลักสุดท้ายของราคานั่นเอง เช่น EUR/USD ราคาอยู่ที่ 1.3630 เมื่อราคาขึ้นไปเป็น 1.3631 หรือ USD/JPY ราคาอยู่ที่ 115.70 ขึ้นไปเป็น 115.71 ก็คือขึ้นไป 1 Pip หรือ 1 point

คำถาม: Margin คืออะไร?

คำตอบ: คือวงเงินของเรา จะมี Available Margin= วงเงินคงเหลือที่ใช้ซื้อขายได้, Used Margin= วงเงินที่เราใช้ไป
สูตร -> Available Margin = เงินในบัญชี – Used Margin + Profit
เมื่อ เริ่มต้นเรามีเงินฟรี $5 ยังไม่ได้เทรด Used Margin เป็น 0 เราก็จะมี Available Margin=5.0 ถ้าเราทำการเทรดซื้อ EUR/USD ไป $1 จะเกิด Used Margin=1.0 และเหลือ Available Margin เกือบ 4.0 (เนื่องจากถูกหักค่า Spread 2 pips เป็นค่าติดลบใน Profit) ถ้าราคาขึ้นไปจนเราได้กำไร +10 point เราจะได้ Profit=0.1 ค่า Available Margin จะเพิ่มเป็น 4.1 point ถ้าราคา + ขึ้นไปเรื่อยๆ เราจะได้ Available Margin เพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน ถ้าเราขาดทุน ค่า Profit จะติด – และ Available Margin เราจะลดลงแทน หากเราไม่ตัดขาดทุนจะลดลงไปเรื่อยๆ จน Margin เกือบหมดเราจะถูกปิดโดยอัตโนมัติ เรียกว่า Margin Call โดนไปทีแทบไม่เหลืออะไรเลย จึงควรรักษา Margin ไว้ให้ดี มีชัยไปกว่าครึ่งครับ ^^

คำถาม: Long และ Short คืออะไร?

คำ ตอบ: Long คือ ซื้อไว้แล้วขาย หลักคือเราต้องซื้อไว้ที่ราคาถูกแล้วไปขายที่ราคาแพงกว่า เราก็จะได้กำไรจากส่วนต่าง ตอนเราเปิด Long ก็คือ ส่งคำสั่งซื้อ หรือ Send Buy Order ไปที่ Marketiva และจะเกิด Long Position ขึ้น
Short คือ ขายออกแล้วซื้อกลับ หลักคือเราขายออกไปก่อนที่ราคาสูง แล้วไปซื้อกลับคืนเมื่อราคาต่ำกว่า เราก็จะได้กำไรที่ส่วนต่าง ตอนเราเปิด Short ก็คือ ส่งคำสั่งขาย หรือ Send Sell Order ไปที่ Marketiva และจะเกิด Short Position ขึ้น
ตลาด Forex จะต่างจากตลาดหุ้น คือสามารถเทรดได้ทั้งสองทาง ทั้งซื้อและขาย เล่นได้ทั้ง ขาขึ้น และขาลง ตลาดหุ้นซื้อได้อย่างเดียว เล่นได้แต่ขาขึ้น ถ้าเป็นขาลงต้องนอนรออย่างเดียว

11
เรื่องต่อไปที่ต้องการนำเสนอคือ สุดยอด ช่วงเวลาที่ควรทำกำไรในตลาด Forex


เวลาการเทรดจะแบ่งออกเป็นช่วงๆ ดังนี้
1. เมื่อ เข้าสู่ เกือบต้นเดือน และต้นเดือนพอดี จะมีข่าว แรงๆเสมอ โดยมันจะ ประกาศ ให้คนทั่วโลกกลัว เลยทำให้ นักลงทุนระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่กล้า เล่นกันนัก เลยทำให้กราฟ ไม่วิ่งสักเท่าไหร่ ช่วงนี้ คือ ควรงดเทคนิค และ ระบบที่คิดว่า แน่ๆก็ งด เสีย!!!!
ควร หันมา สนใจ ในการ เล่นสั้นๆ เก็บเล็กน้อย แล้วปิด เพราะ ไม่ว่าจะ เทคนิค อะไรก็ตาม กราฟ หลอกแน่นอน ก็บอกแล้วไงครับ เป็นการรอ ราคาระหว่างนัก ซื้อและนักขาย เพื่อ รอประกาศ ข่าว
2. สัปดาห์ที่สอง จะเริ่ม ง่ายขึ้น แต่จะยังไม่สดใส ในวันจันทร์ คือ กราฟ ซึม หม่นหมอง หดหู่ อาลัยแด่ นักลงทุนที่ขาดทุน ยับเยินจากข่าวและโดนเทคนิคอย่างจังแต่ สัปดาห์ นี้จะเริ่ม เทรด แบบ เทคนิคได้แล้ว จะไม่มีปัญหา แต่สัปดาห์ก็ควรดูสภาพตลาดด้วยก็ดี
3. ส่วน สัปดาห์ที่ สาม ต่อมา ควรหันมาสนใจกันอย่างแรง เป็นสัปดาห์แห่งเทคนิค กลาง เดือน บางครั้งจะวิ่งตามเทคนิคตั้งแต่วันจันทร์ และวันจันทร์มักจะเริ่ม เจอเทรนที่ชัดเจน เล่นตามเทรนก็คงอิ่มกัน ทั่วหน้า ขาขึ้นจะขึ้นจนกว่าจะลง ขาลงจะลงจนกว่าจะขึ้น
4.และสัปดาห์ก่อนสิ้นเดือน ก็แบบนี้เช่นกัน ไม่ว่า ข่าวกลางสัปดาห์ จะมาแบบไหน ถ้าไม่ใช้ ข่าว แรงๆแบบต้นเดือน ไม่มีทาง หลุดกรอบเทคนิคเคิลได้ เล่นตามเทคนิคก็จะได้ตามเทคนิค ที่เราเล่น
ครบ สี่ สัปดาห์ จะมีเกือบๆ สามสัปดาห์ ที่จะเล่นเทคนิคได้ แต่เทคนิคที่ชัวร์ๆ คือ กลางเดือนสองสัปดาห์ ก่อนจะสิ้นเดือน เทคนิค คืออุปกรณ์ ที่ช่วยตัวเองได้ดีที่สุด
ช่วงเวลาที่เหมาะสมเข้าทำกำไร
*** ส่วนช่วงเวลา กราฟ มักจะ ขยับขยาย บิดเมื่อย ยักไหล่ เตรียมวิ่ง มักจะช่วง ตลาดยุโรปเปิด คือ ช่วง เที่ยง ควรมามอง หาจุดเข้า บ่ายหนึ่ง บ่ายสอง และบางครั้ง บ่ายสาม มักจะวิ่ง แต่ส่วนใหญ่จะบ่ายสอง บ่ายสาม กราฟวิ่งเสมอ
*** ส่วนตลาดอเมริโกย(กา) หกโมงเย็นก็มา ส่องๆมองๆ เตรียมตัวเทรด ช่วงทุ่ม ถึงสามทุ่มครึ่ง มักจะวิ่ง แต่ที่ชัดเจน สามทุ่ม มักจะ วิ่งเสมอ

การเล่นเทรดตามข่าวและเทคนิค
เวลา 1 เดือน มี ช่วง ฟันกันแบบชี้ชัด ในสไตล์ เกมรุก ทาง เทคนิค อยู่ สองสัปดาห์ และ อีกสัปดาห์ คือ สัปดาห์ของ ข่าวร้อนแรง ข่าวฉาวโฉ่(ที่น่ากลัวในสมัย เล่นแรกๆ เพราะบางคนเก่งข่าว มาขี้โม้ให้ฟัง สมัยนี้ มันเบสิคแล้ว ขอโทษด้วยที่จับทางได้) ส่วนอีก สัปดาห์ จะวิ่ง แบบ ค่อยๆไป เทคนิค เริ่ม ใช้ได้   ครบ 4 สัปดาห์ พอดี

12
ระบบเทรด FOREX แบบที่ไม่มีทางเสีย 100 % วันนี้เรามาลองดูระบบเทรด

ระบบเทรด Forex ก็คือ เลือกเล่นตัวที่กลับเทรนจากขาลงเป็นขาขั้นแล้วเพื่อลดความเสี่ยง

ให้ buy ไม้แรกด้วยทุนแค่ 1 % ที่เรามีอยู่  จากนั้นถ้าหุ้นวิ่งขึ้นก็ให้ถือหุ้นไปยาวๆจนกว่าเราจะพอใจหากหุ้นตกให้รอลงมาจนติดลบ 100 จุด แล้วให้ buy ไม้ 2 โดยใช้ทุนเป็นสองเท่าของไม้แรก ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าลบอีก 100 จุดก็ให้ buy ไม้ต่อไป โดยใช้ทุนเป็นสองเท่าของไม้ที่แล้ว

รับประกันว่า คุณรวยแน่นอน ไม่มีเสีย ถ้าไม่เชื่อเราถ้าพิสูตร แต่ว่าต้องอดทนนะครับ แล้วก็ต้องทำให้ได้ตามระบบ อย่าเห็นว่าเสียแล้วต้องรีบ cut lose จะทำให้คุณสูญเสียเงินทุนแน่นอน

ระบบเทรด FOREX ที่ดีที่สุด ไม่มีทางเสีย 100 %

วันนี้มีระเบบเทรด forex ที่ดีที่สุดระบบหนึ่งมาแจกครับ
เริ่มเลยดีกว่า เชื่อว่าทุกคนคงรู้วิธีการดู เทรนขาขึ้น ขาลงนะครับ จึงขอข้ามการดูเทรนไปเลย

13
จิตวิทยาการลงทุน บทความนี้ค่อนข้างยาวเสียหน่อย แต่น่า amin ว่าน่าจะมีประโยชน์กับนักเล่นหุ้น หรือแม้แต่นักลงทุน Forex ทุกคนเช่นเคย

จงรักษา “สติ” ของคุณเอาไว้



“รักษาสติเอาไว้” คือประโยคต่อไปในกระดาษโน้ทของคุณ

อีกวิธีหนึ่งซึ่งคุณสามารถทำได้นั้น คือโดยการเขียนโน้ทซึ่งคุณพอจำได้ว่าก่อนที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณจะเกิดขึ้นนั้น ได้เกิดอะไรขึ้นมาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น หายใจเร็วขึ้น, เหงื่อออกเยอะ, บิดตัวไปมาอยู่บนเก้าอี้ หรืออาการนั่งไม่ลง และหลังจากที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณเริ่มรุนแรงขึ้น เช่น โวยวาย, ขว้างปาสิ่งของ หรือทำลายข้าวของ จนในที่สุดเมื่อคุณเกิดเอาการ “จิตหลุด” แบบเต็มขั้นหรือการตื่นตระหนกอย่างสุดขีด

แน่นอนว่ามันคงจะมีลิสท์รายละเอียดของอาการที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวเหยียดเลยทีเดียว แต่การที่คุณสามารถที่จะตระหนักถึงมันได้เมื่อมันเกิดขึ้นมานั้น อาจช่วยให้คุณเริ่มที่จะสามารถควบคุมมันเอาไว้ได้ ก่อนที่มันจะควบคุมตัวของคุณแทนนั่นเอง

คอยตระหนักอยู่ตลอดเวลา

คุณควรต้องรู้ถึงสิ่งที่มีศักย์ภาพที่จะก่อให้เกิดอาการ “จิตหลุด” ของคุณ มันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการที่คุณจะยอมรับว่าตัวของคุณนั้นมี “อารมณ์” ข้องเกี่ยวอยู่เสมอ และจงอย่าพยายามที่จะมองข้ามมันไป หรือพยายามเก็บมันซ่อนเอาไว้เพราะคุณมองว่ามันคือสิ่งที่แสดงถึงความอ่อนแอของคุณ เพราะนี่จะเป็นสิ่งที่จะทำให้สถานการณ์ยิ่งแย่เข้าไปใหญ่

คุณเป็นมนุษย์! มนุษย์ทุกคนมีอารมณ์ และอารมณ์จะเข้มข้นขึ้นเมื่อสถานการณ์ต่างๆนั้นเริ่มบีบคั้นขึ้นมา ดังนั้น คุณอาจไม่จำเป็นที่จะต้องรู้หรอกว่าคุณจะทำอะไรเมื่อคุณ “จิตหลุด” และสูญเสียการควบคุณขึ้นมา แต่คุณจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้ หรือจำให้ได้ว่าคุณจะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้อาการ “จิตหลุด” นั้นเกิดขึ้นมาอีกครั้ง คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรที่จะช่วยให้คุณมี “สติ” อยู่เท่าที่คุณจะสามารถทำได้ ในช่วงเวลาแย่ๆของการเล่นหุ้นซึ่งจะเกิดขึ้นในอนาคต คุณจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรจะช่วยให้คุณ “กลับมา” มีสติขึ้นอีกครั้ง



แล้วนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จนั้นทำอะไรบ้าง?

นักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จนั้น คือนักเล่นหุ้นที่สามารถที่จะควบคุม ”สติ” ไม่ว่าจะในสถานการณ์ที่เขามีกำไรหรือขาดทุน และมี “สติ” อยู่ในทุกๆเวลา การมี “สติ” นั้นเป็นส่วนสำคัญในการที่จะช่วยในการควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดอาการณ์ “จิตหลุด “ ในการเล่นหุ้นขึ้นมา นักเล่นหุ้นที่ดีนั้นสามารถที่จะประเมิณการขาดทุนของเขาในรูปแบบของการเกิดขึ้นตามธรรมดาของระบบการลงทุน และนักเล่นหุ้นที่ดีนั้นจะสามารถเล่นหุ้นได้ตามระบบที่ดีของเขาได้ไม่ว่าจะต้องเจอกับช่วงเวลาเลวร้ายเพียงใด และถึงแม้พวกเขาจะเกิดการขาดทุนขึ้นมา พวกเขาก็จะเข้าใจว่ามันต้องเกิดขึ้น พวกเขายอมรับกับ “ความน่าจะเป็น” ที่มันจะต้องเกิดขึ้น และทำตามระบบต่อไป ซึ่งการซื้อ-ขายครั้งต่อไปนั้นอาจจะทำกำไรให้พวกเขาก็ได้


การควบคุมภาวะของอาการ “จิตหลุด” ในการเล่นหุ้น

เมื่อคุณลองคิดไตร่ตรองดูให้ดี คุณจะพบว่า “ทุกครั้งที่อาการ “จิตหลุด” ของคุณได้เกิดขึ้นและคุณสุญเสียการควบคุมสติของคุณไป นั่นจะยิ่งทำให้อาการ “จิตหลุด” ในครั้งต่อไปของคุณเกิดขึ้นเร็วยิ่งกว่าเดิม” นี่เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จนถึงเวลาหนึ่งที่การเล่นหุ้นกลายเป็นสิ่งที่เจ็บปวดเกินกว่าที่คุณจะทนไหว ซึ่งทำให้คุณไม่อยากเล่นหุ้นอีกต่อไปนั่นเอง

เมื่อลองคิดและไตร่ตรองดูให้ดีอีกครั้ง คุณจะพบว่า “มันเป็นการดีกว่าที่คุณจะเรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์ในการเล่นหุ้นของคุณ แทนที่คุณจะตัดสินใจเลิกเล่นหุ้นไป” เนื่องจากการเลิกเล่นหุ้นเก็งกำไรนั้น ไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง เพราะมันไม่ได้ช่วยป้องกันให้คุณไม่คิดที่จะกลับมาลองเก็งกำไรหรือเล่นหุ้นรอบใหม่อีกครั้ง และไม่ได้ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเมื่อคุณต้องเจอกับภาวะขาดทุนติดๆกันอีกครั้ง

ในการที่จะควบคุมสติของคุณให้ได้ ก่อนที่คุณจะเกิดอาการ “จิตหลุด” ขึ้นมานั้น คือการเอาชนะจิตใจและตัวตนข้างในของคุณให้ได้เสียก่อน คุณต้องทำมันและพาตัวเองกลับมาเดินอยู่ในหนทางที่ถูกต้อง แล้วคุณจะได้กำไรชีวิตจากสิ่งที่คุณทำอย่างคาดไม่ถึง เพราะคุณจะรู้ว่าถึงแม้คุณจะต้องเจอกับช่วงเวลาที่โหดร้าย แต่คุณก็จะมั่นใจในตนเองว่าคุณจะข้ามผ่านมันไปได้ และสามารถควบคุมสติของคุณเอาไว้ได้จนไม่ต้องเกิดการขาดทุนที่มากมายอีกครั้ง

วิธีการง่ายๆที่จะช่วยคุณได้ คือให้คุณลองนำสิ่งที่คุณเชื่อว่าเป็นหลักหรือแก่นในการเก็งกำไรของคุณ มาเขียนลงในกระดาษโน้ทเล็กๆแปะไว้กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณเอง โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยให้คุณระลึกและตระหนักถึงมันอยู่ตลอดเวลา ทำให้สิ่งต่างๆเหล่านี้อยู่ในจิตสำนึกของคุณอยู่ตลอดเวลา แทนที่มันจะไปฝังอยู่ในจิตไต้สำนึกของคุณจนลึกเกินไปนั่นเอง แต่จงระวังไว้ว่าทุกๆครั้งที่คุณได้เขียนโน้ทเอาไว้นั้น ขอให้แน่ใจว่าคุณกำลังเขียนแนวคิดลงไป ไม่ใช่วิธีการ จงอย่ายึดติดกับ”วิธีการ” จนเป็นการทำให้ปัญหาของคุณนั้นย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

ยกตัวอย่างเช่น ลองคิดถึงช่วงเวลาที่อารมณ์ของคุณนั้นพลุ่งพล่านจากการที่คุณได้เกิดการขาดทุนติดๆกัน ภายในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเคลื่อนไว้อยู่ในกรอบแคบๆดู แล้วลองเขียนโน้ทลงไปในลักษณะคำพูดแบบนี้ครับ

“อารมณ์บ้าๆนี้อาจจะมาจากการขาดทุนติดๆกันอย่างรวดเร็วของเรา และการขาดทุนติดๆกันอย่างรวดเร็วนี้อาจมาจากการที่เราพยายามเล่นหุ้นในช่วงเวลาที่ตลาดหุ้นกำลังเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆนี้ก็ได้ หรือเราอาจกำลังเล่นหุ้นบ่อยเกินไปก็ได้ และไม่มีอะไรที่ได้ผิดพลาดไปในระบบของเราหรอก ตราบใดที่เรายังเล่นหุ้นได้ตามระบบของเราอยู่ ทุกอย่างก็ยังคงปกติและเราก็ยังเล่นหุ้นได้ดีอยู่เหมือนเดิม”

เอาล่ะ หรือไม่คุณอาจลองเปลี่ยนเป็นประโยคอีกประโยคหนึ่ง ซึ่งเขียนออกมาในสถานการณ์เดียวกันดู

“อย่าเป็นไอ้โง่ที่เล่นหุ้นโง่ๆบ่อยเกินไปสิฟะ! เหมือนกับว่ากลัวที่จะขาดทุนในวันนี้เสียเหลือเกิน อย่าทำเหมือนกับทุกๆวันที่ผ่านมา ไม่งั้นเรื่องแบบนี้มันก็จะเกิดขึ้นอีกเรื่อยๆ และไม่จำเป็นต้องรีบร้อนที่จะเล่นหุ้นเกินไปถ้ายังคิดจะเล่นในหุ้นแบบเดิมๆอีก”


เจอ ขาดทุน FOREX ต่อเนื่อง ทำไงดี

การขาดทุนติดๆกัน และภาวะอาการ “จิตหลุด” ของนักเล่นหุ้น โ

ในช่วงที่ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบๆ หรือเคลื่อนไหวอยู่ในแนวโน้มขาลงนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำกับนักเล่นหุ้นทุกคนนั้น คือการขาดทุนที่มักจะเกิดขึ้นติดๆกันเป็นระยะ สิ่งที่สำคัญที่สุดในช่วงนี้คือการควบคุมอารมณ์และสติของเราให้มั่นคง เพื่อที่จะรักษาวินัยในการลงทุนเอาไว้ และในวันนี้ผมได้นำวิธีการง่ายๆที่อาจช่วยให้คุณควบคุมอารมณ์และสติของคุณได้ดียิ่งขึ้นเมื่อต้องเจอกับตลาดที่ไม่เอื้ออำนวยครับ

จิตวิทยาการลงทุน

 

คุณได้เข้าซื้อหุ้นไปสักพักหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานมันก็เริ่มดิ่งหัวลง หลังจากนั้นคุณจึงตัดสินใจครั้งใหม่ที่จะ Short หุ้น แต่หลังจากนั้นไม่นานมันก็เด้งขึ้นทันที นับรวมแล้วก็เป็นอันว่าคุณขาดทุนติดกัน 2 ครั้งเสียแล้ว และมันทำให้คุณรู้สึกค่อนข้างลังเลขใจเล็กน้อย นั่นทำให้คุณรู้สึกแหยงๆที่จะไม่เทรดหุ้นในสัญญาณครั้งต่อไป และเป็นอย่างที่คุณคิดเอาไว้ นั่นเป็นสัญญาณที่ทำให้คุณได้กำไร! เอาล่ะสมมุติว่ามันแย่กว่านั้นอีก คุณตัดสินใจไล่ซื้อตามมันไป ซึ่งหลังจากที่คุณได้ไล่ซื้อมันไปไม่นานนัก มันก็ดิ่งหัวลงมาและทำให้คุณขาดทุนอีกครั้ง สรุปแล้วในขณะนี้คุณขาดทุนติดกันถึง 3 ครั้งแล้ว..

คุณอาจคิดว่า “โอเค.. ลองอีกครั้งก็ได้ฟระตรู เรื่องอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้เสมอแหละวุ้ยยยย”

ในครั้งนี้ คุณตัดสินใจอย่างฉลาดสุดๆ คุณสังเกตได้ว่าตลาดนั้นวิ่งอยู่กรอบแคบๆ มันจะเด้งขึ้นเมื่อเจอกับแนวรับ และเด้งลงเมื่อเจอกับแนวต้าน ดังนั้นในครั้งต่อไป คุณจึงตัดสินใจที่จะซื้อ-ขายเมื่อมันวิ่งไปชนกับกรอบราคา แทนที่จะเล่นด้วยระบบเดิมๆของคุณ

ต่อมานั้น ตลาดได้วิ่งไปคลอเคลียอยู่แถวแนวรับ ซึ่งมันเข้าทางกับแผนการที่คุณได้วางเอาไว้ คุณจึงตัดสินใจ “ซื้อมันซะเลย” แต่แทนที่มันจะเด้งขึ้นเหมือนอย่างที่ผ่านมา ราคาของหุ้นกลับดิ่งทะลุแนวรับไปเสียนี่.. และนี่ไม่เพียงทำให้คุณขาดทุนติดๆกันถึง 4 ครั้ง แต่นี่เป็นการขาดทุนจากการที่คุณแหกระบบที่ดีที่สุดระบบหนึ่งของคุณไป เท่านั้นยังไม่พอ มันยังเป็นสัญญาณที่หากว่าคุณทำตามระบบไปละก็ กำไรในคราวนี้จะกลบการขาดทุนใน 3 ครั้งที่ผ่านมาทั้งหมดเลยทีเดียว

เอาล่ะ เมื่อมาถึงตอนนี้คุณจะทำอย่างไรต่อไป.. “เลิกเล่น?” แล้วพยายามยับยั้งชั่งใจไม่ให้ตัวเองหลงผิดมาเก็งกำไรครั้งใหม่.. โยนคอมพิวเตอร์ทิ้งไปนอกบ้านซะเลย แล้วลืมๆมันไปซะ… นี่เป็นสัญญาณที่กำลังบอกคุณว่า คุณกำลัง “จิตหลุด” แล้วหละครับ

อะไรคือภาวะ “จิตหลุด”

ผมคิดว่าภาวะของอาการ “จิตหลุด” นั้นมีจุดเริ่มต้นมาจากการที่คุณนั้นได้ยอมรับว่า “การขาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของระบบการลงทุนและการเก็งกำไร” ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ แต่การขาดทุนที่สะสมติดต่อกันนั้น ได้ค่อยๆทำให้คุณสะสมความกดดันจนไปถึงจุดหนึ่งที่คุณนั้นไม่สามารถที่จะยอมรับมันได้อีกแล้วนั่นเอง ซึ่งภาวะอาการ “จิตหลุด” กะทันหันนี้ ทำให้คุณนั้นหน้ามืดและมองข้ามระบบการลงทุนของคุณไป และถูกแทนที่ด้วยอารมณ์จากผลการซื้อ-ขายในครั้งที่ผ่านๆมานั่นเอง และถึงแม้ว่าการ “เลิกเล่น” นั้นจะเป็นสิ่งเดียวที่ดูจะเหมาะสมในช่วงเวลาอย่างนี้ แต่อาการ “จิตหลุด” ของคุณนั้น อาจจะทำให้คุณทำในสิ่งที่คุณไม่คาดคิดไปตามอารมณ์ของคุณก็เป็นได้ และมันอาจเป็นไปอย่างนั้นจนถึงจุดๆหนึ่งซึ่งมันหมดหวังเต็มที จนทำให้คุณนั้นไม่สามารถรับมันได้อีกต่อไปและจำเป็นต้อง “เลิกเล่น” ไปโดยปริยาย

อย่างไรก็ตาม บทความนี้นั้นไม่ได้พยายามที่จะพูดถึงเรื่องของอารมณ์และการเก็งกำไรของคุณ หรือเกี่ยวกับเรื่องของความกลัวซึ่งคอยขัดขวางนักเล่นหุ้นหรืออะไรเทือกๆนั้น เพราะอย่างที่เรารู้ๆกันว่า อารมณ์นั้นเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเก็งกำไรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และคุณต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน หรือไม่เช่นนั้นคุณก็ต้องเลิกเก็งกำไรซะ

นี่เป็นบทความที่เกี่ยวกับการที่โดยปกติแล้วคุณนั้นสามารถที่จะควบคุมอารมณ์และสติของคุณในการเก็งกำไรได้เป็นอย่างดี แต่แล้วจู่ๆก็กลับมีบางสิ่งบางอย่างมาทำให้นักเล่นหุ้นอย่างเราๆเสียการควบคุมไป และเกิดอาการ “จิตหลุด” ขึ้นมานั่นเอง ซึ่งผลจากการขาดทุนติดๆกันหลายๆครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขาดทุนซึ่งเกิดจากการแหกระบบของนักเล่นหุ้นเองนี่เองที่เป็นต้นเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้นนี้

นี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะกับนักเล่นหุ้นหน้าใหม่ หรือนักลงทุนระดับล่างๆ เนื่องจากมันเป็นเรื่องที่จะต้องเกิดขึ้นกับนักเล่นหุ้นทุกคน ซึ่งไม่ว่าใครก็มีสิทธิที่จะต้องเจอกับช่วงเวลาที่ไม่ว่าเราจะทำอะไรไป ทุกอย่างก็ดูจะผิดที่ผิดทางไปเสียหมด และนั่นทำให้เราเกิดการขาดทุนติดๆกันหลายๆครั้งขึ้นมา ดังนั้น นี่จึงเป็นสถานการณ์ซึ่งเกิดขึ้นได้กับนักเล่นหุ้นทุกคน เพียงแต่ว่านักเล่นหุ้นแต่ละคนแต่ละระดับนั้น จะมีการตอบสนองต่อภาวะเช่นนี้ต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเจอกับภาวะเช่นนี้นักเล่นหุ้น นาย A. อาจจะเกิดความตื่นตระหนกอย่างรุนแรงและเกิดอาการ “จิตหลุด” ตามมาทันที ซึ่งทำให้เขารู้สึกเสียความมั่นใจของเขาไปและผลที่ตามมาก็คือการขาดทุนที่มากกว่าที่ได้คาดคิดเอาไว้อย่างมากมาย หรือในอีกทางหนึ่งนั้น นาย B. อาจจะเกิดความรู้สึกอยาก “เอาคืน” และเพิ่มน้ำหนักการลงทุนขึ้นอีกเป็นเท่าตัว เนื่องจากเขามั่นใจว่ายังไงซะ การเก็งกำไรครั้งต่อไปของเขาจะสามารถทำให้เขากลับมาเท่าทุนเหมือนเดิมได้ แต่แล้วอาการ “จิตหลุด” นี้ก็ยังดังเนินต่อไปพร้อมกับการขาดทุนของเขา และทำให้เขาต้องสูญเสียเงินไปมากกว่าที่เขาได้คาดคิดเอาไว้แต่แรก.. แล้วนักเล่นหุ้นที่ประสบความสำเร็จอย่างนาย C. ล่ะ เขาทำอย่างไรกับภาวะเช่นนี้?

14
คืนวันทำงาน ใครยังไม่เข้านอนมาหาความรู้การเทรดกันต่อนะครับกับ กลยุทธ์หาจังหวะเข้าจังหวะออก

1. การจับหวะหาตำแหน่งเข้า-ออกออเดอร์กรณีซื้อ (ฺBuy)

เปิดออเดอร์ซื้อ (เข้าออเดอร์) เมื่อเส้น CCI (สีฟ้า) ข้ามเส้น +100 จากล่างขึ้นบน ในขณะที่ตัวชี้วัด MACD จะต้องอยู่เหนือเส้นแบ่ง 0

ปิดออเดอร์ซื้อ (ออกจากออเดอร์) เมื่อเส้น CCI ย้อนกลับมาที่ระดับ +100 หรือข้ามขอบ MACD แนะนำดูจากภาพตัวอย่างด้านล่างกรณีซื้อ



2. การจับหวะหาตำแหน่งเข้า-ออกออเดอร์กรณีขาย (ฺSell)

เปิดออเดอร์ขาย (เข้าออเดอร์) เมื่อเส้น CCI (สีฟ้า) ข้ามเส้น -100 ลงมา ในขณะที่ตัวชี้วัด MACD อยู่ต่ำกว่าเส้นแบ่ง 0

ปิดออเดอร์ขาย (ออกจากออเดอร์) เมื่อเส้น CCI ย้อนกลับมาที่ระดับ -100 หรือข้ามขอบ MACD แนะนำดูจากภาพตัวอย่างด้านบนกรณีขาย

ในการเทรดด้วยกลยุทธ์นี้คุณจะต้องเฝ้าติดตามเทอมินัลอ่านตัวชี้วัด เพราะตัวเลือกนี้ไม่ได้ให้ฟังก์ชั่นในการวาง stop loss หรือ take profit

หมายเหตุ: มุมมองผู้เขียนจากการใช้กลยุทธ์นี้ มองว่า กรณีที่จะปิดหรือออกจากออเดอร์ไม่ว่าจะซื้อหรือขายนั้น ควรปิดทันทีเมื่อมองเห็นว่าราคาจะไม่ไปต่อ หรือมันกำลังจะสวนทาง

ในการซื้อขายค่าเงิน หรือการเทรดคู่เงินในตลาด Forex นั้น การหาจังหวะเข้า หรือออกออเดอร์ที่ดีที่สุด ก็เท่ากับเรามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่ถ้าหากเราออกออเดอร์ผิดที่ เทรดกี่ทีก็ไม่ได้กำไร ต้องมาเสียเวลาแก้ไขอยู่ร่ำไป จนสุดท้ายก็ต้องไปตายเอาดาบหน้า  กุมชะตากรรม ยอมรับการขาดทุนไปในที่สุด มันจึงดูไม่เข้าท่าเอาซะเลย ว่าไหมครับ?



ฉนั้นการรู้จังหวะเข้า รู้จังหวะออก(ออเดอร์) จึงเป็นศาสตร์เชิงกลยุทธ์ที่สำคัญในการเทรดให้ได้กำไร ช่วยให้สามารถอยู่ในตลาดได้นาน เพราะเมื่อเราเริ่มต้นมาดีแล้ว ย่อมมีความได้เปรียบมากกว่าเสียเปรียบนั่นเอง

กลยุทธ์หาจังหวะเข้า หรือจากออกออเดอร์ด้วย Oscillators CCI , MACD

เป็นกลยุทธ์หาจังหวะเข้าออกออเดอร์ง่ายๆ โดยอาศัยสัญญาณที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง จากจุดเข้า-จุดออกในตลาด ซึ่งประกอบด้วย 2 ตัวช่วย(อินดี้) คือการใช้ Oscillators CCI กับ MACD ในหน้าต่างเดียวกัน (ทับซ้อนกัน) ซึ่งจะใช้ได้ผล หรือให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กับไทมเฟรมที่ M1 – H1 สำหรับไทมเฟรมที่แนะนำคือ M5
การตั้งค่าตัวชี้วัดกำหนดตามนี้คือ

MACD: Period (Fast EMA – 12, slow EMA – 26, Signal SMA – 2)
CCI : Period – 14
เนื่องจากเราใช้อินดี้ 2 ตัว (MACD,CCI) ในหน้าต่างเดียวกัน เราจึงต้องลากอินดี้ทั้งสองตัวดังกล่าวมาทับซ้อนกัน โดยไปที่เมนู Navigator >> indicators >> แล้ว MACD ไปยังกราฟก่อน >> จากนั้นลาก CCI ไปทับซ้อนอีกที ในหน้าต่างโซนเดียวกัน และอย่าลืม Set ค่า MACD ไว้ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น

ตัวอย่าง การดึงกราฟมาซ้อนในหน้าต่างเดียวกัน



ตัวอย่างการ Set ค่า MACD: Period (Fast EMA – 12, slow EMA – 26, Signal SMA – 2)

15
มือใหม่นักเทรด เข้ามาดูกันต่อเลยนะครับ เรื่อง เคล็ดลับของการ เทรด Forex ระยะสั้นให้ได้กำไร

ประการ แรกคุณสามารถควบคุมปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงได้ โดยการควบคุมในด้านการลงทุนที่คุณสามารถทำได้เพียงทางเดียวคือการควบคุม จุดหยุดการขาดทุน (คำสั่ง stop loss) แน่ละ มันมีความเป็นไปได้ที่ตลาดจะเปิดในวันรุ่งขึ้นโดยมีช่องว่างทางราคาที่ มากกว่าจุดหยุดการขาดทุนที่คุณตั้งไว้ แต่โอกาสแบบนั้นคงไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งหากเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงอย่างน้อยคุณก็สามารถหยุดการขาดทุน และปิดการซื้อขายที่ขาดทุนได้โดยสมัครใจ นักลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักยึดติดกับจำนวนเงินที่เสียไป ในขณะที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักมองข้ามเรื่องดังกล่าวแล้วเริ่มต้นใหม่

ทันที ที่คุณตั้งค่าจุด stop loss นั่นหมายถึงคุณกำหนดจำนวนเงินที่สามารถสูญเสียได้ที่แน่นอน ซึ่งการตั้งค่าดังกล่าวจะช่วยกำหนดความเสี่ยงต่างๆได้ โดยความเสี่ยงเหล่านั้นก็จะยังคงอยู่เหมือนเดิมไม่ว่าคุณจะทำการซื้อขาย ณ ราคาสูงสุดหรือต่ำสุดของตลาดก็ตาม การ ที่คุณไม่ตั้งเปิดpositionข้ามคืนซึ่งระยะเวลาดังกล่าวเป็นเวลาที่มีการลง ทุนในตลาดอยู่ตลอด ในบางครั้งเมื่อมีการเปิดตลาดในวันรุ่งขึ้น แล้วผลของการเปลี่ยนแปลงค่าเงินไม่เป็นไปตามที่เราหวัง อย่างน้อยนักลงทุนระยะสั้นก็จะไม่ขาดทุนหากเปรียบเทียบกับนักลงทุนประเภทอื่นๆ และประการสุดท้ายที่สำคัญกว่าคือเมื่อคุณเสร็จสิ้นการซื้อขายในหนึ่งวัน หรืออาจปิดการซื้อขายราว 5-10นาทีก่อนหมดเวลาซื้อขาย นั่นคือการที่คุณทำให้ศักยภาพในการทำกำไรของตัวเองลดลง จำเรื่องความแตกต่างระหว่างผู้ชนะกับผู้พ่ายแพ้ ข้อที่บอกว่านักลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักยึดติดอยู่กับความสูญเสียของ ตนเองได้หรือเปล่า ความแตกต่างระหว่างพวกเขาอีกอย่างหนึ่งคือผู้ชนะมักกำชัยชนะของตนเองเอา ไว้จนนาทีสุดท้าย ในขณะที่ผู้พ่ายแพ้จะรีบออกจากตลาดก่อนเวลากำหนด สำหรับผู้พ่ายแพ้นั้น พวกเขาจะไม่รอที่จะได้กำไรสูงสุด พวกเขามีความสุขกับกำไรแค่จำนวนเล็กๆน้อยๆเท่านั้น จากนั้นก็จะรีบออกจากตลาดไปโดยเร็วที่สุด (ส่วนมากจะเป็นช่วงระหว่างวันด้วยซ้ำ) คุณ จะไม่มีวันได้เงินก้อนโต จนกว่าคุณจะเรียนรู้วิธีที่จะเกาะกุมชัยชนะเหล่านั้นให้นานที่สุด ยิ่งคุณถือมันไว้นานเท่าใด คุณก็จะยิ่งได้กำไรมากเท่านั้น เปรียบเหมือนกับยามที่ชาวนาหว่านเมล็ดพืชในท้องนา พวกเขาไม่ได้ขุดพืชเหล่านั้นขึ้นมาภายในเวลาแค่ 2 หรือ 3 นาที แต่พวกเขาปล่อยให้พืชเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้มากที่สุดก่อนจึงค่อยขุด มัน นักลงทุนสามารถนำกระบวนการทางธรรมชาตินี้ไปปรับใช้ในการลงทุนได้ นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จก็ไม่ต่างอะไรกับชาวนาที่ประสบความสำเร็จ ในการที่จะเก็บเกี่ยวกำไรจากการลงทุนให้ได้มากที่สุดนั้น สิ่งที่นักลงทุนจำเป็นจะต้องคำนึงถึงมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งก็คือเวลา

ข้อ เท็จจริงนี้น่าเศร้าแต่กลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง ลองคิดถึงการลงทุนต่างๆที่คุณเคยทำมาก่อนสิ คุณสามารถที่จะทำงานให้เสร็จลุล่วงภายใน 1 วันหรือเปล่า? แล้วถ้าทำได้จริง คุณทำแบบนั้นได้กี่ครั้ง? คงไม่บ่อยอย่างแน่นอน จำไว้เลยว่าหลักเกณฑ์การเก็งกำไรสากลนั้นก็เหมือนกับหลักเกณ์การเจริญเติบ โตสากลนั่นแหล่ะ เราจำเป็นต้องใช้เวลาในการเพิ่มผลกำไร นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จในตลาด Forex รู้ ว่าใน 1 นาทีตลาดจะเคลื่อนไปข้างหน้าเล็กน้อย ในอีก 5 นาทีก็จะเคลื่อนไปไกลกว่าเดิมอีกหน่อย และในอีก 60 นาทีตลาดก็จะเคลื่อนตัวไกลออกไปอีก แล้วใครล่ะที่จะรู้ว่าในหนึ่งวันหรือหนึ่งสัปดาห์ ตลาดจะเคลื่อนตัวไปไกลเพียงใด นักลงทุนที่ไม่ประสบความสำเร็จมักสนใจเพียงแต่การลงทุนระยะสั้นเท่านั้น ซึ่งการกระทำดังกล่าวเป็นปัจจัยหนึ่งที่จำกัดศักยภาพในการทำกำไรของตัวพวกเขาเอง นัก ลงทุนระยะสั้นโดยมากมักตั้งใจกำหนดขอบเขตของกำไรและมักจะพบเจอกับความสูญ เสียอยู่เรื่อยๆ ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่านักลงทุนหลายท่านประสบกับภาวะขาดทุนอย่างหนักจาก การลงทุนระยะสั้น เนื่องจากพวกเขามัวแต่จมอยู่กับสถานการณ์ที่สิ้นหวัง จมอยู่กับความคิดที่ว่าสามารถทำกำไรได้จากภาวะขึ้นลงของตลาดภายในเวลาหนึ่ง วัน โดย ที่ทฤษฎีดังกล่าวนั้นดูเหมือนจะมีเหตุผล เพราะการที่นักลงทุนทำการซื้อขายภายในระยะเวลาเพียงหนึ่งวันโดยที่ไม่ได้ เปิดpositionค้างข้ามคืนไว้ การลงทุนดังกล่าวก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากข่าวหรือเหตุการณ์สำคัญๆที่ก่อให้ เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างเท่าใดนัก ดังนั้นนักลงทุนระยะสั้นจึงสามารถจำกัดความเสี่ยงต่างๆให้น้อยลงได้ แต่อย่างไรก็ตาม เหตุผลสองประการดังที่จะกล่าวต่อไปนี้จะเป็นตัวบ่งชี้ว่าทฤษฎีข้างต้นเป็น ทฤษฎีที่ไม่ถูกต้อง

หน้า: [1] 2 3 ... 14
SMF 2.0.5 | SMF © 2011, Simple Machines